RSS

10ก.ค.เริ่มทำบัตรประชาชนเด็ก

10 กรกฎาคม นี้เริ่มทำบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับเด้กอายุตั้งแต่ 7 ขวบขึ้นไปแล้วนะครับ

มท.พร้อมเดินสายจัดทำบัตรประชาชนเด็ก เร่งประสานทุกโรงเรียนเตรียมพร้อม ก่อนถ่ายรูปทำบัตรประชาชนใบแรก

วันนี้ ( 6 ก.ค.) นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร รองอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการทำบัตรประชาชนเด็ก 7 ขวบว่า ตามที่มีการออก พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2554 กำหนดให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 7-70 ปี ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน ในวันที่ 10 ก.ค.นี้ จะมีการเปิดบริการให้เด็กอายุตั้งแต่ 7-14ปี ทำบัตรประชาชนทั่วประเทศ ประมาณ 8 ล้านคน โดยผู้ปกครองสามารถเป็นผู้ยื่นคำร้องขอมีบัตรแทนได้ หรือตัวเด็กแสดงความจำนงขอมีบัตรเองก็ได้ ซึ่งตอนนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที )  ได้ทยอยส่งบัตรมาให้ที่กรมการปกครองประมาณ 25 ล้านใบ เชื่อว่าบัตรสมาร์ทการ์ดจะมีจำนวนเพียงพอ ขณะนี้กรมการปกครองมีความพร้อม 100 %ที่จะให้บริการ

นายนิรันดร์ กล่าวต่อว่า การเปิดให้บริการทำบัตรประชาชนเด็กอายุ7-14 ปี อาจทำให้มีคนมาทำบัตรกันจำนวนมาก ดังนั้นจะให้สำนักงานเขต ที่ว่าการอำเภอ ได้เปิดบริการวันเสาร์และวันอาทิตย์เพิ่มด้วย รวมถึงมีการเพิ่มส่วนสำนักงานเทศบาล พร้อมทั้งให้แต่ละท้องที่สำรวจจำนวนของเด็กว่าพื้นที่ใดมีเด็กมากที่สุด แล้วนำมาจัดเป็นแผนปฏิบัติ โดยจะมีการจัดชุดเจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์เข้าไป ทำบัตรประชาชนให้กับเด็กที่โรงเรียนเคลื่อนที่เพื่อเข้าไปบริการทำบัตร ประชาชน ตามโรงเรียน คาดว่าในแต่ละเดือน จะมีเด็กทำบัตรประมาณ 7 แสนใบ

สำหรับการทำบัตรประชาชนเด็กครั้งแรกเราเปิดให้ทำฟรีหมด ให้ระยะเวลาทำบัตร1ปี หากยื่นขอมีบัตรเกินกำหนดไม่ต้องเสียค่าปรับ หากมีการทำบัตรหาย ชำรุด เปลี่ยนชื่อสกุล โดยต้องขอทำบัตรใหม่ ถือว่าไม่ต้องเสียค่าปรับ แต่ผู้ปกครองจะเป็นผู้จ่ายให้ รวมถึงการถูกเรียกตรวจบัตร ถ้าไม่ได้พกไว้ก็ไม่ถือว่ามีความผิด ข้อดีของการมีบัตรตั้งแต่อายุ 7 ปีคือสะดวกต่อเด็กในการแสดงตัวตนโดยไม่ต้องพกพาทะเบียนบ้านหรือสูติบัตร ทำให้สามารถใช้สิทธิในรัฐสวัสดิการ ประกันสังคมได้ง่ายขึ้น รวมทั้งบรรเทาปัญหาการสวมสิทธิ์จากต่างด้าว.

ที่มา เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 06 กรกฎาคม 2554 เวลา 17:12 น

 

แสดงความยินดีกับผู้นำรัฐบาลใหม่

ภายหลังทราบผลจากการยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง นั้นเราๆ ท่านๆ ก็คงพอจะทราบบ้างแล้วว่าหน้าตาของรัฐบาลไทยชุดใหม่จะออกมาอย่างไร ซึ่งสื่อมวลชนทุกแขนงก็ออกมาเกาะติดและรายงานให้ทราบเป็นระยะ แน่นอนหละเพื่อไทยครองเสียงข้างมากย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ผมเองก็ขอชื่นชมพรรคการเมืองทุกพรรคที่ยอมรับในสิ่งที่ปรากฏอยู่และไม่ควรออกมาโวยวายใดๆ เพราะยิ่งแต่จะเพิ่มปัญหามากขึ้นไปอีก รอดูผลงานสัก ๑-๒ ปีแรกก่อน ค่อยมาตัดสินว่ามีฝีมือในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่กำลังประสบกับปัญหาหลายๆ ด้าน แต่วันนี้ผมขออนุญาตนำข้อมูลเกี่ยวกับคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (คงไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนะครับ เพราะเจตนาก็เพื่อเป็นความรู้สำหรับเยาวชนนักเรียนที่จำเป็นต้องทราบบ้างสำหรับ “ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย” พบไปค้นมาจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี มีบางส่วนบางตอนที่น่าสนใจครับ

ประวัติ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (เกิด 21 มิถุนายน พ.ศ. 2510, ชื่อเล่น: ปู) ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย ว่าที่นายกรัฐมนตรี หญิงคนแรกของประเทศไทย เป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย ใน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2554 อดีตกรรมการและเลขานุการมูลนิธิไทยคมและกรรมการผู้อำนวยการบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ จะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศไทย หลังจากการเปิดประชุมสภาและได้รับการโปรดเกล้าฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ครอบครัว

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวน 10 คน ของนาย เลิศ และ นางยินดี ชินวัตร ( ธิดาในเจ้าหญิงจันทร์ทิพย์ (ณ เชียงใหม่) ระมิงค์วงศ์ โดยเคยติดตาม เลิศ ชินวัตร ในสมัยที่บิดาหาเสียงในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเยาวลักษณ์ ชินวัตร เมื่อครั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ยิ่งลักษณ์สมรสโดยไม่ได้จดทะเบียนกับอนุสรณ์ อมรฉัตร อดีตผู้บริหารในเครือบริษัท ซีพี อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตกรรมการผู้อำนวยการบริษัท เอ็ม ลิงก์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย มีบุตรชายหนึ่งคน ชื่อ ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือ น้องไปป์

การศึกษา

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย มัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ปริญญาตรีจาก คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิชารัฐศาสตร์ (สิงห์ขาวรุ่น 21) เมื่อปี พ.ศ. 2531 และระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเคนทักกีสเตต สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2533

การทำงาน

เมื่อปี พ.ศ. 2534 ยิ่งลักษณ์ได้เข้าทำงานที่บริษัท ชินวัตร ไดเร็กทอรี่ส์ จำกัด (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเทเลอินโฟ มีเดีย จำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ฐานข้อมูลและการสื่อสาร ในตำแหน่งพนักงานฝึกหัดด้านการตลาดและการขาย หลังจากนั้นในปีเดียวกันเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ จนกระทั่งสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิตในเวลาต่อมา จากนั้น พ.ศ. 2537 จึงเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทโฆษณา เรนโบว์ มีเดี ซึ่งเดิมเป็นแผนกงานหนึ่งของบริษัท ไอบีซี อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น หรือ ทรูวิชั่นส์ ในปัจจุบัน ตำแหน่งสุดท้าย ก่อนลาออกจากบริษัทไอบีซีฯ คือตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการ จากนั้นในปี พ.ศ. 2545 เข้าสู่แวดวงธุรกิจเครือข่ายโทรศัพท์และการสื่อสาร ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และรองกรรมการผู้อำนวยการสายงานตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในเครือบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ชินคอร์ป) โดยได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัท เป็นตำแหน่งสุดท้าย

หลังจากตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ของรัฐบาลสิงคโปร์ ยิ่งลักษณ์ลาออกจากตำแหน่งในเอไอเอส โดยก่อนหน้านั้นเธอได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ในมือทั้งหมดตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2548 เพื่อบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือของตระกูล โดยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ดูแลพอร์ตการลงทุนพัฒนาที่ดินทั้งหมดแทนนางบุษบา ดามาพงศ์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปัจจุบัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งกรรมการและเลขานุการมูลนิธิไทยคม และเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีอีกด้วย
ที่มา วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 

ตามคาดหรือพลิกโผ…เลือกตั้ง 54

วันนี้เฝ้าติดตามผลการลงคะแนนเพื่อเลือกสภาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ทั้งสองระบบ ภายหลังจากการปิดหีบลงคะแนน โพลทุกสำนักก็สามารถที่จะนำเสนอผลการสำรวจการลงคะแนนของพี่น้องประชาชนทุกภาคทุกจังหวัด พบมาติดตามที่ exit poll ขอสวนดุสิตโพล และนี่คือข้อมูลเบื้องต้นก่อนที่ทุกอย่างจะปรากฏเมื่อผลการนับคะแนนแล้วเสร็จทั่วประเทศ ติดตามกันดูนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Exit poll สวนดุสิต โพล เลือกตั้ง 2554

ผล Exit poll สวนดุสิต โพล เลือกตั้ง 2554 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 ตามด้วยพรรคประชาธิปัตย์ เหมือนหลายๆสำนักโพลที่ออกมาเวลาพร้อมๆกัน

รายงานสดผลการเลือกตั้ง 54

15.10 : ที่ทำการพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างคึกคัก สื่อรุมสัมภาษณ์คุณยิ่งลักษณ์

15.10 : ผลเอกซิตโพล (exit poll) เลือกตั้ง 2554 ทุกสำนัก พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนำทุกโพล

15.00 : ออกแล้วผลเอกซิตโพล (exit poll) เลือกตั้ง 2554

15.00 : ปิดหีบลงคะแนนเลือกตั้ง 2554 แล้ว!!!

14.40 : รอผล เอกซิตโพล (exit poll) ทันทีเมื่อปิดหีบเลือกตั้งลง

14.00 : เหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงในการลงคะแนนเลือกตั้ง 2554

10.10 : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปใช้สิทธิแล้ว

09.00 : พลตรีจำลอง ออกมาใช้สิทธิฯแต่ไม่สามารถใช้สิทธิได้

08.30 : ประชาชนตื่นตัวออกมาต่อแถวใช้สิทธิตั้งแต่เช้า

08.10 : คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

08.00 : เปิดหีบเลือกตั้งแล้ว!

ภาพประกอบจากอินเทอรืเน็ต

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 3, 2011 in ทั่วไป

 

เลือกตั้งด้วยจิตวิญญาณของความเป็นไทย

เช้าวันนี้ผมตื่นนอนประมาณตี 5 เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนเมื่อคืนนอนหลับฝันดี และต้องการจะให้เช้าเร็วๆ รู้สึกปีนี้ประชาชนทั่วไปมีความตื่นตัวกันมาก ผมสังเกตจากขณะเดินทางไปลงคะนน ณ หน่วยเลือกตั้งที่มีรายชื่ออยู่ ครั้งนี้สะดวกหน่อยเพราะหน่วยเลือกตั้งมาใช้สถานที่ภายในโรงเรียนของผมคือ โรงเรียนอนุบาลองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ผมไปถึงก่อนเวลาเปิดให้ลงคะแนนประมาณครึ่งชั่วโมง มีผู้ปกครองนักเรียนและประชาชนที่ต้องมาใช้สิทธิมายืนรอและพูดคุยกันสนุกสนาน ก็ดีครับเป็นการเพิ่มบรรยากาศการเลือกตั้งให้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น ภูมิใจมากครับได้ลงคะแนนเป็นคนแรกสมความตั้งใจ เสร็จแล้วก็กลับเข้าห้องพักที่โรงเรียนมาติดตมการรายงานข่าวบรรยากาศในจุดต่างๆ ที่ทีวีหลายช่องนำเสนอ ตั้งใจว่าภายหลังหมดเวลาการลงคะแนนก็จะออกไปร่วมลุ้น (เหมือนชมกีฬาเลย) เพราะเค้ามาการนับคะแนน ณ หน่วยเลือกตั้ง อย่างน้อยเราก็จะได้ทราบความโดยรวมชุมชนใกล้ๆ โรงเรียนเรานี้เค้าต้องการผู้แทนท่านใด แบบใด สุดท้ายนะครับ ท่านที่ยังไม่ได้ไปใช้สิทธิ์ก็ขอเรียนเชิญเลยนะครับเพราะนี่คือหน้าที่ของความเป็นพลเมืองไทยของเรา หากเราไม่ไปใช้สิทธิ์ในครั้งนี้คุณอาจจะเสียใจนะครับ อย่างน้อยเมื่อคุณไปใช้สิทธิ์ความภาคภูมิใจในจิตวิญญาณของความเป็นไทยกับตัวของคุณเองอย่างแน่นอน

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 3, 2011 in ทั่วไป

 

ศิษย์ผู้น้อง ของวัดเส้าหลิน

This slideshow requires JavaScript.

          ความน่ารักของศิษย์วัดเส้าหลินรุ่นเยาว์ ทำให้นึกถึงภาพยนต์การ์ตูนสมัยเด็กๆ  เรื่องอิกคิวซัง ถึงแม้ว่าภาพยนต์อิกคิวซัง จเป็นภาพยนต์การ์ตูนญี่ปุ่นก็ตาม สมัยนั้นยอมรับว่าผมติดตามตลอดไม่เคยขาดเพราะด้วยความยอดเยี่ยมในไหวพริบ ความฉลาดหลักแหลมและความน่ารักที่มีอยู่ในตัวตนของตัวละคร สมัยนั้นก็คงมีเรื่องนี้กับเรื่องโดราเอมอน ที่เฝ้าติดตามโดยตลอด และให้บังเอิญวันนี้มาพบภาพน่ารักๆ ของเด็กวัดเส้าหลินรุ่นเยาว์ ทำให้ได้อมยิ้มกับภาระงานเครียดๆ ที่วางกองอยู่ตรงหน้าได้มากทีเดียว แต่โปรดทราบผมก็ไม่ยืนยันนะครับว่าภาพที่ปรากฏนั้นมาจากวัดเส้าหลินจริงหรือเปล่า แต่อย่างน้อยเราก็คงจะมีความสุขกับภาพน่ารักๆ ไร้เดียงสาเช่นนี้นะครับ

ที่เหลือจากนี้ก็ได้รวบรวมประวัติวัดเส้าหลิน ที่ได้จาก  http://th.wikipedia.org/

ประวัติวัดเส้าหลิน

พระโพธิธรรมเถระ ต้นกำเนิดกังฟูเส้าหลิน

รูปปั้นตั๊กม้อ บริเวณหน้าวัดเส้าหลินวัดเส้าหลิน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1038 ในสมัยของไท่เหอเจ้าผู้ครองรัฐวุ่ยเหนือ ในปี พ.ศ. 929 – พ.ศ. 1077[13] เนื่องจากตั้งอยู่บนยอดเขาเส้าซื่อ (จีน: 少室) ทางด้านทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซาน (จีน: 松山) ครอบคลุมอาณาเขตพื้นที่เกือบทั้งหมดด้วยป่าหรือ “หลิน” (จีน: 林) ในภาษาจีนกลาง จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ วัดเส้าหลิน ในยุคสมัยบุกเบิกยังไม่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ภายหลังจากสร้างขึ้นมาได้ประมาณ 32 ปี ในปี พ.ศ. 1070 พระโพธิธรรมเถระหรือตั๊กม้อ (สำเนียงแต้จิ๋ว หรือ ต๋าหมอในสำเนียงจีนกลาง คำเรียกในภาษาจีนทั้งสองสำเนียงมาจากคำว่า (โพธิ)”ธรรมะ” ในภาษาสันสกฤต )พระภิกษุจากประเทศอินเดีย ได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนานิกายเซนที่วัดเส้าหลินเป็นครั้งแรก อีกทั้งแลเห็นว่าวัดเส้าหลินอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีความสงบร่มรื่น เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมตามนัยของพุทธศาสนานิกายเซน (เซน เป็นสำเนียงญี่ปุ่น ตรงกับคำว่า ฉาน ในสำเนียงจีนกลาง หรือ เซี้ยง ในสำเนียงแต้จิ๋ว รากศัพท์มาจากคำว่า ธยานะ ในภาษาสันสกฤต หรือ ฌาน ในภาษาบาลีนั่นเอง) ปรมาจารย์ตั๊กม้อจึงเข้าพำนักและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์แรก ทำให้ชื่อเสียงของวัดเส้าหลิน อยู่ในฐานะเป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธนิกายเซนในประเทศจีน กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ตั๊กม้อสร้างความเลื่อมใสศรัทธาแก่ชาวจีนเป็นอันมาก โดยเฉพาะการพัฒนาวิทยายุทธเส้าหลินให้ลึกล้ำขึ้นกว่าเดิม ถ่ายทอดธรรมะและวิชากังฟูให้แก่หลวงจีนได้ฝึกฝนเพื่อออกกำลังกายและฝึกสมาธิ เนื่องจากเห็นว่าหลวงจีนส่วนใหญ่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถนั่งสมาธิวิปัสสนาและเจริญกรรมฐานอย่างเคร่งครัด จึงหัดให้หลวงจีนเริ่มฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งควบคู่กับการปฏิบัติธรรม การฝึกสอนวิทยายุทธและกังฟูของตั๊กม้อ ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นที่มาของวิทยายุทธเส้าหลินที่สง่างามและทรงพลังเช่น หมัดเส้าหลิน (อังกฤษ: Shaolin Chuan) หรือเพลงหมัดเส้าหลิน (อังกฤษ: Shaolin Ch’uan Fa) รวมทั้งหมด 18 กระบวนท่า อีกทั้งเป็นการปฏิรูปวิทยายุทธครั้งสำคัญเช่น การขยายท่าฝ่ามืออรหันต์จาก 18 ท่า เป็น 72 ท่า โดยเล็งเห็นว่าวิชากังฟูเส้าหลิน ควรได้รับการถ่ายทอดให้ขยายออกไป เช่นเดียวกับนิกายเซนที่ตั๊กม้อได้เดินทางมาเผยแผ่

เจตนารมณ์ของตั๊กม้อประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ศิษย์ของตั๊กม้อเมื่อลาสิกขาออกไปจากวัดเส้าหลินแล้ว ส่วนใหญ่กลายเป็นวีรบุรุษของชาวจีนที่รู้จักกันเป็นอย่างดีเช่น งักฮุย แม้ในประเทศจีนจะมีวัดนิกายต่าง ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากความเก่าแก่ประกอบกับชื่อเสียงอันโด่งดัง เลื่องลือกล่าวขานในด้านวิชากังฟูของเส้าหลิน เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลวงจีนหลาย ๆ องค์ นิยมเดินทางมาบวชเรียนเพื่อศึกษาธรรมะ กระบวนท่าวิทยายุทธและกังฟู ทำให้ชาวจีนจำนวนมากเริ่มเดินทางมาวัดเส้าหลินเพื่อฝึกฝนวิชากังฟูของตั๊กม้อ จนได้รับความนิยมอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว และกลายเป็นมหาอำนาจกำลังภายในของจีนมากว่าพันปี รวมทั้งยังเกิดสาขาของวัดเส้าหลินอีกนับสิบแห่งทั่วทุกมุมของโลก

ตามตำนานจีนโบราณ ศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลิน มีต้นกำเนิดจากการที่หลวงจีนใช้วิชากังฟู ฝึกฝนร่างกายและออกกำลังกาย เพื่อเป็นการขจัดความเมื่อยล้าจากการนั่งสมาธิวิปัสนากรรมฐานเป็นเวลานาน ต่อมาได้มีการพัฒนาจนกลายเป็นรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดเส้าหลิน ชาวจีนเชื่อกันว่าผู้ที่คิดค้นสุดยอดวิชากังฟูคือตั๊กม้อ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามบันทึกบน “ถังไท่จงชื่อเส้าหลินซื่อจู่เจี้ยวเปย” แท่นหินสลักคำสอนหลักของวัดเส้าหลินระบุว่า หลวงจีน 13 องค์ ได้เข้าช่วยเหลือจักรพรรดิถังไท่จงหรือหลี่ซื่อหมินแห่งราชวงศ์ถัง ในระหว่างปี พ.ศ. 1161 – พ.ศ. 1450 ฝ่าวงล้อมในระหว่างการสู้รบกับทหารของราชวงศ์สุยตอนปลายจนได้รับชัยชนะ

ต่อมาถังไท่จงได้ทรงแต่งตั้งให้เฟิงถันจง หนึ่งในหลวงจีนที่ร่วมในการสู้รบให้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพ พร้อมกับพระราชทานแท่นปักธงคู่และสิงโตหิน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอารามหน้าวัดเส้าหลินจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมทั้งได้ทรงอนุญาตให้หลวงจีนเข้าร่วมฝึกซ้อมแบบทหารร่วมกับกองกำลังทหารในราชสำนัก รวมทั้งให้หลวงจีนสามารถฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และสามารถฉันเนื้อสัตว์ได้ จากการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ จากทางราชสำนัก ทำให้วัดเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศในสมัยซ่งหรือซ้อง

ในปี พ.ศ. 1503 – พ.ศ. 1822 วิชากังฟูเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด จนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ในปี พ.ศ. 2159 – พ.ศ. 2454 และในปี พ.ศ. 2270 หลังการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิงได้ประมาณ 5 ปี จากเหตุผลทางด้านการเมือง ราชสำนักได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการลดบทบาทของวัดเส้าหลินลง แม้ว่าหลวงจีนจะถูกห้ามไม่ให้ฝึกกังฟู แต่ยังคงมีการลักลอบแอบฝึกกังฟูกันอย่างลับ ๆ ทั้งในบริเวณวัดและตามสถานที่ต่าง ๆ ทำให้วิชากังฟูเส้าหลินไม่สูญหายไปตามกาลเวลา และได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

วัดเส้าหลินดั้งเดิมนั้นถูกจักรพรรดิหยงเจิ้ง ส่งกองทัพมากวาดล้างและเผาทำลาย แต่ถึงอย่างไรก็ตามกังฟูที่มีรากฐานมาจากวัดเส้าหลินแห่งแรกในเทือกเขาซงซาน มณฑลเหอหนาน ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศจีนและทั่วทุกแห่งในโลก ในส่วนที่ถูกเผาทำลาย ปัจจุบันมีการทำนุบำรุงบูรณะหลายต่อหลายครั้ง ตลอดระยะเวลา 1,500 ปี วัดเส้าหลินการถูกเผาครั้งยิ่งใหญ่จำนวน 3 ครั้งด้วยกัน และตั้งแต่ใน ปี พ.ศ. 2000 มีการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ รื้อบริเวณรอบ ๆ ที่ถูกไฟเผาไหม้ ปลูกต้นไม้ มีการสร้างอารามต่าง ๆ ขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างสวยงามในปี พ.ศ. 2400

ปัจจุบันในประเทศจีนมีวัดเส้าหลินทั้งหมดสามแห่ง แห่งแรกตั้งอยู่บนเทือกเขาซงซาน มณฑลเหอนาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดพุทธศาสนานิกายเซนและกังฟูเส้าหลิน แห่งที่สองตั้งอยู่ที่เทือกเขาผานซาน สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หงวน และแห่งที่สามตั้งอยู่ที่เทือกเขาจิ่วเหลียนซาน มณฑลฮกเกี้ยน เรียก “สำนักเสี้ยวลิ้มใต้” คู่กับ “สำนักเสี้ยวลิ้มเหนือ” ที่เทือกเขาซงซาน สำนักใหญ่ของวัดเส้าหลิน แบ่งออกเป็น 2 สายหลัก ๆ คือสายพระบู๊ซึ่งเป็นสายของการการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลินของตั๊กม้อ และสายพระวินัยซึ่งเป็นสายที่เน้นการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพุทธศาสนาเป็นสำคัญ

ขอขอบคุณ
http://www.sanook.com

http://th.wikipedia.org/

 

10 แหล่งธรรมชาติมหัศจรรย์!!! ที่ควรเห็นก่อนจะหายสาบสูญ???

วันนี้นั่งท่องเว็บภาคดึกค้นหาข้อมูลบางอย่าง พอเปลี่ยนแนวพักสายตาบ้างก็มาพบกับเรื่องราวที่น่าติดตามในภาวะของโลกปัจจุบัน อาจจะสอดคล้องกับเรื่องของการสูญเสียกระเบนราหูของเราที่เกิดจากภัยจากมนุษย์ที่ปรากฏเป็นข่าวเรือบรรทุกน้ำตาลทรายล่มกลางแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากเว็บไซท์ของ Kapook.com เค้าได้นำเรื่องเกี่ยวกับ 10 แหล่งธรรมชาติมหัศจรรย์!!! ที่ควรเห็นก่อนจะหายสาบสูญ??? ผมนั่งอ่านเพลินและก็เกิดความคิดที่น่าแหนหวงในหลายๆ สิ่งหลายๆอย่างบนพื้นผิวโลกของเรา ลองไปดูนะครับเรื่องเกี่ยวกับ 10 แหล่งธรรมชาติมหัศจรรย์!!! ที่ควรเห็นก่อนจะหายสาบสูญ??? อาจจะเป็นแง่คิดที่ทำให้เรากลับมาทบทวนกันบ้าง ซึ่งไม่รู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่นี้จะพอแก่การเยียวยาหริอเปล่าครับ

โลกเรามีแหล่งธรรมชาติที่สวยงามอยู่มากมาย กระจัดกระจายกันไปตามแต่ลประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ช่วยให้โลกใบนี้มีงดงามมากยิ่งขึ้น แต่ด้วยกาลเวลาการคุคาม และสภาพอากาศของโลกเราที่แปรปรวนไป ส่งผลทำให้ธรรมชาติบางแห่ง มีแนวโน้มที่จะหายสาบสูญไปในอนาคต เพราะฉะนั้นวันนี้จึงนำเอา 10 แหล่งธรรมชาติที่สุดแสนมหัศจรรย์มาให้ชมกัน ก่อนที่จะหายสาบสูญไป…

1. แนวปะการังใต้ทะเลเบลีซ ประเทศเบลีซ

ที่นี่คือหนึ่งในระบบนิเวศน์ที่มีแนวปะการังใต้ทะเลมากที่สุดในโลก เป็นบ้านของสัตว์ทะเลจำนวนมาก ทั้งฉลามวาฬ ปลากระเบน พะยูน และสัตว์ทะเลน้อยใหญ่อื่น ๆ ขณะเดียวกัน ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ภาวะโลกร้อน มลพิษจากการกสิกรรม การเพิ่มขึ้นของจำนวนการท่องเที่ยว การบุกรุกชายฝั่งเพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้พื้นที่ของแนวประการัง ลดน้อยลงไปกว่า 50% เลยทีเดียว

โลกเรามีแหล่งธรรมชาติที่สวยงามอยู่มากมาย กระจัดกระจายกันไปตามแต่ลประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ช่วยให้โลกใบนี้มีงดงามมากยิ่งขึ้น แต่ด้วยกาลเวลาการคุคาม และสภาพอากาศของโลกเราที่แปรปรวนไป ส่งผลทำให้ธรรมชาติบางแห่ง มีแนวโน้มที่จะหายสาบสูญไปในอนาคต เพราะฉะนั้นวันนี้จึงนำเอา 10 แหล่งธรรมชาติที่สุดแสนมหัศจรรย์มาให้ชมกัน ก่อนที่จะหายสาบสูญไป…
2. ลุ่มน้ำคองโก ประเทศคองโก

ด้วยพื้นที่ที่มากกว่า 1.3 ล้านตารางไมล์ ลุ่มน้ำคองโกจึงเป็นเขตป่าฝน ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก อีกทั้งยังสามารถผลิตก๊าซออกซิเจนให้กับโลกได้ถึง 40% และยังเป็นแหล่งสำคัญในเรื่องของอาหาร ยารักษาโรค และแร่ธาตุนานาชนิด

จากการคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พบว่าจะมีผืนป่าหายสาบสูญไปใน ปี 2040 (พ.ศ.2583) จากหลากหลายสาเหตุ เช่น การบุกรุกพื้นที่เพื่อการทำเหมือง การลักลอบตัดไม้ การทำนา การทำฟาร์มปศุสัตว์ และสงครามกองโจร รวมไปถึงการตัดถนนเพื่อการทำเหมือง การล่าสัตว์ทั้งฝูงลิงกอริลล่า ฝูงช้างป่า ฝูงลิงโบโนโบ ฝูงโอคาปิ ปัญหาเหล่านี้ทำให้ความสมดุลทางธรรมชาติลดลง และส่งผลทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

3. ทะเลเดดซี

ทะเล เดดซีถือเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในโลก (1,312 ฟุตจากระดับน้ำทะเล) มีระดับความเค็มของน้ำทะเลมากกว่าที่อื่น ๆ ถึง 10 เท่า และยังเป็นที่เชื่อกันว่าเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแร่ธรรมชาติมากมาย ที่ช่วยในการรักษาโรคได้ แต่ในปัจจุบัน การบุกรุกธรรมชาติเพื่อการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม รวมไปถึงบริษัทเครื่องสำอางต่าง ๆ ที่มาเอาแร่ธรรมชาติไปใช้ในทางการค้า ทำให้สภาพแวดล้อมได้รับผลกระทบอย่างมาก

4. อุทยานเอเวอร์เกลดส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ด้วยพื้นที่ที่เป็นบึงน้ำกว่า 2.5 ล้านเอเคอร์ แวดล้อมไปด้วยหนองน้ำจำนวนมาก พืชชายเลนต่าง ๆ ป่าสนซาวันนาห์ และเป็นที่เดียวในโลก ที่จระเข้ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กอาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้ มลพิษที่เกิดจากการทำกสิกรรม การบุกรุกเขตพื้นที่ ทำให้กว่า 60% ของบริเวณพื้นที่น้ำกลายเป็นพื้นที่ใกล้เมือง และการกสิกรรมต่าง ๆ นอกจากนั้น ยังทำให้พื้นที่ที่อยู่อาศัยของเสือดำฟลอริด้าเหลืออยู่น้อยลง และอาจจะทำให้เสือดำฟลอริด้าสูญพันธุ์ไปในอีก 40 ข้างหน้า…

5. เกาะมาดากัสการ์

เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก โดยมากกว่า 80% ของเกาะจะมีพฤกษชาติ และสัตว์ประจำมาดากัสการ์ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมาเป็นเวลาหลายล้านปี ซึ่งหาที่ไหนไม่ได้เลยบนโลกใบนี้ ทั้งนี้ มีการคาดการณ์กันว่า ป่าต่าง ๆ บนเกาะมาดากัสการ์จะสูญหายไปในอีก 35 ปีข้างหน้า เนื่องจากระบบนิเวศน์ต่าง ๆ จะถูกทำลายลง ด้วยการแอบลักลอบตัดไม้ ทั้งเพื่อการกสิกรรมและการบุกรุกป่าเพื่อล่าสัตว์

6. เกาะมัลดีฟส์ ประเทศมัลดีฟส์

เกาะที่เป็นประเทศนี้ อุดมไปด้วยแนวปะการังและปลาที่ใกล้จะสูญพันธุ์ เช่น ปลานโปเลียนยักษ์ ปลาฉลามเสือดาว และปลากระเบนอีกกว่า 250 ชนิด และจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีนักวิทยาศาสตร์ศึกษาเอาไว้ว่า ถ้าหากภาวะโลกร้อนยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้น้ำแข็งจากขั้วโลกละลาย และเกิดน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น เกาะเล็ก ๆ กว่า 1,190 เกาะ และเกาะต่าง ๆ ที่เกิดจากหินปะการังที่อยู่กระจัดกระจายไปทั่วทั้งมหาสมุทรอินเดีย ก็จะมีระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอีก 8 ฟุต ซึ่งหมายถึงจะทำให้เกาะต่าง ๆ จมทะเลหายไป

ทั้งนี้ เมื่อปี 2008 (พ.ศ.2551) ประธานาธิบดีของมัลดีฟส์ได้ประกาศเอาไว้ว่า จะซื้อที่ดินในประเทศอื่น ๆ รวมไปถึงในประเทศอินเดียเอาไว้ เพื่อสำหรับเป็นบ้านของประชาชนชาวมัลดีฟส์ในอนาคต แทนที่ผืนดินที่จมทะเลหายไป

7. ขั้วโลก

ปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ถือเป็นเอกลักษณ์และมีอิทธิพลต่อโลกใบนี้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นภูเขาน้ำแข็งไอซ์เบิร์ก แสงขั้วโลกเหนือ และสัตว์ขั้วโลกต่าง ๆ ทั้ง นกเพนกวิน หมีขั้วโลก และปลาวาฬ แต่หากว่าภาวะโลกร้อนยังคงส่งผลกระทบอยู่อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ สถาบันสมุทรศาสตร์วูดส์โฮล คาดการณ์เอาไว้ว่า กว่า 80% ของนกเพนกวินจักรพรรดิจะสูญพันธุ์ไป ขณะที่หมีขั้วโลกก็ใกล้ที่จะสูญพันธุ์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์อีกว่า ในอีก 20-40 ปีข้างหน้า จะไม่มีน้ำแข็งอีกเลยในขั้วโลกใต้

7. ขั้วโลก

ปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ถือเป็นเอกลักษณ์และมีอิทธิพลต่อโลกใบนี้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นภูเขาน้ำแข็งไอซ์เบิร์ก แสงขั้วโลกเหนือ และสัตว์ขั้วโลกต่าง ๆ ทั้ง นกเพนกวิน หมีขั้วโลก และปลาวาฬ แต่หากว่าภาวะโลกร้อนยังคงส่งผลกระทบอยู่อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ สถาบันสมุทรศาสตร์วูดส์โฮล คาดการณ์เอาไว้ว่า กว่า 80% ของนกเพนกวินจักรพรรดิจะสูญพันธุ์ไป ขณะที่หมีขั้วโลกก็ใกล้ที่จะสูญพันธุ์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์อีกว่า ในอีก 20-40 ปีข้างหน้า จะไม่มีน้ำแข็งอีกเลยในขั้วโลกใต้

9. ป่าฝนทาฮัวมานู ประเทศเปรู

แหล่งอาศัยสำคัญของฝูงนกแก้ว ฝูงนกมาคอว์ และสัตว์อื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น ฝูงตัวนิ่มยักษ์ แมวป่า เสือจากัวร์ และตัวนากยักษ์ แต่ป่าฝนแห่งนี้ยังคงเผชิญกับปัญหาการลักลอบตัดไม้ รวมไปถึงการซื้อขายต้นมะฮอกกานีของสหรัฐ ซึ่งสามารถแปลงสภาพให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ อีกทั้งการล่าสัตว์ และการทำลายระบบนิเวศน์ ที่ถือเป็นปัญหาหลักที่สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก

10. ลุ่มแม่น้ำแยงซี ประเทศจีน

ที่ นี่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแพนด้ายักษ์ แกะแคระ โลมาหัวบาตรหลังเรียบ และนกกระเรียนไซบีเรีย แถมยังหล่อเลี้ยงชีวิตคนถึง 400 ล้านคนเลยทีเดียว แม้ว่าจะเป็นแหล่งธรรมชาติที่มีความสำคัญ แต่ก็มีปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า การสร้างอ่างเก็บน้ำ การทำกสิกรรม อุตสาหกรรมโรงงาน การขนส่งสินค้า การทำเหมืองแร่ และการทิ้งสิ่งปฏิกูล ปัญหาเหล่านี้ถือเป็นปัญหาหลัก ที่สร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมของลุ่มแม่น้ำแยงซี อีกทั้งพื้นที่นี้ยังมีความเสี่ยง ที่จะเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวขึ้นอีกด้วย…

จากทั้ง 10 แหล่งธรรมชาติ ที่ได้ว่ามานี้ จะเห็นได้ถึงความสวยงามของธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้น ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ หากแต่ปัญหาการบุกรุกราน การล่าสัตว์ การหาผลประโยชน์ทางธุรกิจของคนบางกลุ่ม และภาวะโลกร้อน สร้างผลกระทบอันเลวร้ายให้กับธรรมชาติ ก็อาจจะทำให้ธรรมชาติเหล่านี้ต้องสูญหายไป ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง ที่ในอนาคตต่อ ๆ ไป จะไม่มีโอกาสได้เห็นแหล่งธรรมชาติที่แสนจะงดงามเหล่านี้อีกแล้ว…

ขอบคุณข้อมูลจาก Kapook.com ครับ

 

กระเบนราหู ที่เราควรรู้จัก

จากเหตุเรือบรรทุกน้ำตาลล่มที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นับว่าเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความเสียหายในหลายๆ ด้านดังที่ทุกท่านได้ทราบจากการรายงานข่าวของสำนักข่าวต่างๆ และที่น่าสลดใจอีกประการก็คงเป็นการที่เราต้องสูญเสียกระเบนราหูน้ำจืดไป 4 ตัวแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นปลากระเบนน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นปลากระเบนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากปลากระเบนแมนตา ที่พบได้ในทะเล จัดเป็นปลาน้ำจืดไทยอีกชนิดหนึ่งที่ใกล้จะสูญพันธุ์ วันนี้ผมเลยไปลองค้นข้อมูลเกี่ยวกับปลากระเบนราหูมาฝากน้องๆ ไว้ให้ศึกษาเพิ่มเติมไปลองดูความเป็นมาของเจ้าปลาดังกล่าวนะครับ

This slideshow requires JavaScript.

This slideshow requires JavaScript.

ปลากระเบนราหู เป็นปลากระเบนน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นปลากระเบนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากปลากระเบนแมนตา (Manta birostris) ที่พบได้ในทะเล โดยสามารถหนักได้ถึง 600 กิโลกรัม กว้างได้ถึง 2.5-3 เมตร มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Himantura chaophraya เป็นปลากระเบนที่อยู่ในวงศ์ปลากระเบนธง (Dasyatidae) ซึ่งเป็นปลากระเบนชนิดที่มีหางเรียวยาวเหมือนแส้ ได้ชื่อว่า “ราหู” เนื่องจากขนาดลำตัวที่ใหญ่เหมือนราหูอมจันทร์ตามคติของคนโบราณ มีลักษณะส่วนปลายหัวแหลม ขอบด้านหน้ามนกลมคล้ายใบโพ ลักษณะตัวเกือบเป็นรูปกลม ส่วนหางยาวไม่มีริ้วหนัง มีเงี่ยงแหลมที่โคนหาง 2 ชิ้น ซึ่งในปลาขนาดใหญ่อาจยาวได้ถึง 8-10 นิ้ว เมื่อหักไปแล้วสามารถงอกขึ้นได้ กลางหลังมีเกล็ดเป็นตุ่มหยาบ ๆ ด้านบนของปีกและตัวเป็นสีเทาหรือน้ำตาลนวล หางสีคล้ำ ด้านล่างของตัวมีสีขาวนวล ที่ขอบปีกด้านล่างเป็นด่างสีดำ อาศัยในแม่น้ำสายใหญ่ ๆ จนถึงบริเวณใกล้ปากแม่น้ำ พบครั้งแรกในแม่น้ำเจ้าพระยา จึงถูกตั้งชื่อชนิด ว่า “เจ้าพระยา” (chaophraya) และยังพบในแม่น้ำสายอื่น ๆ เช่น แม่น้ำแม่กลอง, บางปะกง, แม่น้ำโขง, บอร์เนียว, นิวกินี จนถึงออสเตรเลียตอนเหนือ

โดยปลาตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ และอาจมีน้ำหนักที่มากกว่าได้ถึง 80 เท่า เป็นปลาที่ออกลูกเป็นตัว โดยลูกปลาที่ออกมาใหม่นั้นจะมีความยาวโดยเฉลี่ยประมาณ 50 เซนติเมตร และมีปลอกหุ้มเงี่ยงหางเอาไว้ เพื่อมิให้ทำอันตรายต่อแม่ปลา ออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว สันนิษฐานว่าที่ต้องมีขนาดตัวใหญ่เช่นนี้ เพื่อมิให้ตกเป็นอาหารของนักล่าชนิดต่าง ๆ ในแม่น้ำ

ปลากระเบนราหู ถูกอนุกรมวิธานครั้งแรกในปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) โดย ศ.ดร.สุภาพ มงคลประสิทธิ์ อดีตคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร.ไทสัน โรเบิร์ตส์ แห่งสถาบันกองทุนสัตว์ป่าโลก

ปลากระเบนราหูมักถูกพบจับขึ้นมาชำแหละขายเสมอในจังหวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ชัยนาทจนถึงอยุธยา และปากแม่น้ำแม่กลอง ตามที่ปรากฏเป็นข่าวบ่อย ๆ ตามหน้าสื่อหนังสือพิมพ์

จัดเป็นปลาน้ำจืดไทยอีกชนิดหนึ่งที่ใกล้จะสูญพันธุ์

 
 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 2,087 other followers

%d bloggers like this: