RSS

มุสาวาท

1377746107-1239364210-o

ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก หากเทียบกับสิบปีที่ผ่านมา สมัยก่อน (2541) ยอมรับว่าเกิดความเปลี่ยนกับตัวเองในฐานะของความเป็นครูมาก เนื่องจากคอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทหนักมาก เราก่อนหน้านี้เราเรียนมาก็ประเภทระบบปฏิบัติการ Doss 6.22 (หากจำไม่ผิด) โปรแกรมประยุกต์ที่ใช้ก็ จุฬา, ราชวิถี,  DBase, Foxpro ประมาณนี้ แต่ก็มีความสุขนะได้พัฒนาตนเองจากการป้อนคำสั่งล้วนๆ พอมี Windows.311 ก็ปรับตัวกันหน้าดูครั้งนั้นเพราะทั้งโรงเรียน (บ้านนอก) มีครู 12 คน ใช้คอมฯ เครื่องเดียว ใครเผลอมีหลุดเพราะเก้าอี้ตรงหน้าคอมฯ จะไม่ว่าง บ้างครั้งถึงขนาดนั่งคู่กันเลย…สนุกดี… ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บางครั้งคนที่ได้ใช้ก่อนเรา ได้เล่นเยอะกว่าเรา ก็จะมาอำเราว่ามันมีอย่างนี้อีกนะ ซึ่งเราใช้หลังจากเค้าก็เหมือนรู้น้อยเลย… มาวันนี้ หากเปรียบเทียบกับการเล่นสนุกกับเพื่อนร่วมงานดังกล่าว มาเทียบกับคำพูดคำจาของคนสมัยนี้ ต้องระมัดระวังไว้บ้างก็ดี ยิ่งศีล 5 ยิ่งอ่อน ไม่ต้องไปจับต้องข้อไหนว่าใครเด่นกว่าใคร เอาแค่ข้อ มุสาวาทา นี่ก็หนักพอแรง เพราะคำพูดนั้นหากพูดด้วยการขาดความรับผิดชอบ แน่นอนผลดีไม่เกิดเลยทั้งกับตนเอง หรือบุคคลที่สองสามสี่ที่พาดพิงไปถึงเค้า … โลกในวันนี้จะน่าอยู่หากรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา วันนี้ขออนุญาตนำเสนอ ศีล 5 ด้าน มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากการพูดเท็จ
ศีลข้อนี้บัญญัติขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันการทำลายประโยชน์ของกันและกัน ด้วยการพูด คือ ตัดประโยชน์ทางวาจา และรักษาวาจาของตนให้เป็นที่เชื่อถือของคนอื่น เมื่อเพ่งความเจริญเป็นใหญ่ พึงทราบในสิกขาบทนี้ ท่านห้ามเป็นข้อใหญ่ ๓ ประการ คือ
๑. มุสาวาท ๒. อนุโลมุสา ๓. ปฏิสสวะ
การกระทำตามข้อ ๑ ศีลขาด กระทำตามข้อ ๒ และ ๓ ศีลด่างพร้อย
มุสาวาท
การพูดเท็จ คือ การโกหก หมายถึง การแสดงออกด้วยเจตนาบิดเบือนความจริง ให้คนหลงเชื่อแสดงออกได้ ๒ ทาง คือ
๑. ทางวาจา ได้แก่ พูดโกหกชัด ๆ
๒. ทางกาย ทำเท็จทางกาย เช่น เขียนจดหมาย โกหก ทำรายงานเท็จ ทำหลักฐานปลอม หรือ มีใครถามข้อความที่ควรรับ ก็สั่งศีรษะแสดงปฏิเสธ
เพื่อความสะดวกในการเรียน และการปฏิบัติ ท่านจำแนกกิริยาที่เป็นมุสาวาทไว้ ๗ อย่าง คือ
๑. ปด ได้แก่ พูดมุสาชัดๆ ไม่อาศัย ไม่อาศัยมูลเหตุเลย เช่น เห็นว่าไม่เห็น รู้ว่าไม่รู้ โดยโวหารต่างกัน ตามความมุ่งหมายของผู้พูด ท่านแสดงไว้เป็นตัวอย่าง ๔ ข้อ คือ
ก. พูดเพื่อจะให้เขาแตกกัน เรียกว่า ส่อเสียด
ข. พูดเพื่อจะโกงท่าน เรียกว่า หลอก
ค. พูดเพื่อจะยกย่อง ท่านเรียกว่า ยก
ง. พูดไว้แล้วไม่รับ เรียกว่า กลับคำ
๒. ทนสาบาน ได้แก่ กิริยาที่เลี่ยงสัตย์ว่า จะพูดตามจริง แต่ใจไม่ตั้งจริงตามนั้น มีพูดปดเป็นลำดับ บริวาร เช่น เป็นพยานทนสาบานไว้ แล้วเบิกความเท็จ เป็นต้น
๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์ ได้แก่ กิริยาที่อวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์อันไม่มีจริง เช่น อวดรู้วิชาคงกระพัน ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก เป็นต้น ซึ่งเป็นอุบายหาลาภ
๔. มารยา ได้แก่ กิริยาที่แสดงให้เขาเห็นผิดจากที่เป็นจริง หรือลวงให้เข้าใจผิด เช่น เป็นคนทุศีล ก็ทำท่าทางให้เขาเห็นว่ามีศีล เจ็บน้อยก็ครวญครางมาก
๕. ทำเลศ ได้แก่ พูดมุสาเล่นสำนวน เช่น เห็นคนวิ่งหนีเขามา เมื่อผู้ไล่มาถาม ไม่อยากจะให้เขาจับคนนั้นได้ แต่ไม่ต้องการให้ใครตราหน้าว่าเป็นคนพูดมุสา จึงย้ายไปยืนที่อื่น แล้วพูดว่าตั้งแต่มายืนที่นี่ ยังไม่เคยเห็นใครวิ่งมาเลย
๖. เสริมความ ได้แก่ พูดมุสาอาศัยมูลเดิม แต่ตัดความที่ไม่ประสงค์จะให้รู้ออกเสีย เรื่องมากพูดให้เหลือน้อย ปิดความบกพร่องของตน
โทษของมุสาวาท
บุคคลพูดมุสา มีโทษทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกปรับโทษทางกฎหมายที่หักประโยชน์ของผู้อื่น ทางธรรมปรับโทษอย่างหนักถึงปาราชิก อย่างเบาปรับเสมอปาจิตตีย์ กล่าวโดยความเป็นกรรมมีโทษหนักเป็นชั้นกัน โดย วัตถุ เจตนา ประโยค
ก. โดยวัตถุ ถ้าข้อความนั้นเป็นเรื่องหักล้างประโยชน์ เช่น ทนสาบาน เบิกพยานเท็จ กล่าวใส่ความท่าน หลอกลวงเอาทรัพย์ท่าน มีโทษหนัก หรือกล่าวมุสาแก่ผู้มีคุณ เช่น พ่อ แม่ ครู อาจารย์ เจ้านาย และท่านผู้มีศีลธรรม มีโทษหนัก
ข. โดยเจตนา ถ้าผู้พูดคิดให้ร้ายท่าน เช่น กล่าวใส่ความท่าน มีโทษหนัก
ค. โดยประโยค ถ้าผู้พูดพยายามทำให้เขาเชื่อสำเร็จ มีโทษหนัก
อนุโลมมุสา
อนุโลมมุสา คือ เรื่องที่พูดนั้นไม่จริง แต่ผู้พูดมิได้มุ่งจะให้ผู้ฟังหลงเชื่อ แยกประเภท ๒ อย่าง คือ
๑. เสียดแทง กิริยาที่ว่าให้ผู้อื่นให้เจ็บใจ อ้างวัตถุไม่เป็นจริง กล่าวยกให้สูงกว่าพื้นเพเดิมของเขา เรียกว่า ประชด กล่าวทำให้คนเป็นคนเลวกว่าพื้นเพเดิมของเขา เรียกว่า ด่า
๒. สับปลับ ได้แก่ พูดปดด้วยคะนองวาจา
โทษของอนุโลมมุสา
อนุโลมมุสา มีโทษทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกจัดว่าเป็นกิริยาที่หยาบช้าเลวทราม ไม่สมควรประพฤติ ทางธรรม จัดว่าเป็นบาป เมื่อกล่าวโดยความเป็นกรรม ก็มีโทษหนักเป็นชั้นกัน โดยวัตถุ เจตนา ประโยค
ก. โดยวัตถุ ถ้าเป็นข้อความเป็นเรื่องประทุษร้ายท่าน เช่น พูดเสียดแทง มีโทษหนัก และกว่าแก่ผู้มีคุณ ก็มีโทษหนัก
ข. โดยเจตนา ถ้าพูดใส่ร้ายผู้อื่น เช่น หวังจะให้ท่านเจ็บใจ และกล่าวเสียดแทง มีโทษหนัก
ค. โดยประโยค ถ้าผู้พูดพยายามทำความเสียหายแก่ท่านสำเร็จ เช่น ยุให้ท่านแตกกัน และเขาก็แตกกัน มีโทษหนัก
ปฏิสสวะ
ปฏิสสวะ ได้แก่ เดิมรับคำของคนอื่นด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่ภายหลังกลับใจ ไม่ทำตามที่รับนั้น แม้ไม่เป็นการพูดเท็จโดยตรง แต่ก็เป็นการทำลายประโยชน์ของคนอื่นได้ มีประเภทเป็น ๓ อย่าง คือ
๑. ผิดสัญญา ได้แก่ สองฝ่ายทำสัญญากันว่าจะทำอย่างนั้นๆ แต่ภายหลังไม่ทำอย่างนั้น เช่น ทำสัญญาจ้าง เป็นต้น
๒. เสียสัตย์ ได้แก่ ให้สัตย์แก่ท่านฝ่ายเดียวว่าตนจะทำ หรือไม่ทำเช่นนั้นๆ แต่ภายหลังไม่ทำตามนั้น เช่น ข้าราชการ ผู้ถวายสัตย์สาบานแล้ว ไม่ทำตามนั้น
๓. คืนคำ ได้แก่ รับว่าจะทำสิ่งนั้นๆ แล้วภายหลังไม่ทำ เช่น รับว่าให้สิ่งนั้นๆ แล้วไม่ให้
โทษของปฏิสสวะ คือ ทำให้เสียชื่อเสียง ตามฐานที่ไม่ตั้งอยู่ในสัตย์
ถ้อยคำที่ไม่เป็นมุสา
มีคำพูดอีกประเภทหนึ่ง ที่ผู้พูดๆ ไม่จริง แต่ก็ไม่ประสงค์ให้ผู้ฟังเชื่อ เรียกว่า ยถาสัญญา คือ พูดตามความสำคัญ ผู้พูดไม่ผิดศีล แยกประเภทเป็น ๔ อย่าง คือ
๑. โวหาร ได้แก่ ถ้อยคำที่ใช้เป็นธรรมเนียม เพื่อความไพเราะทางภาษา เช่น เราเขียนจดหมายลงท้ายด้วยความนับถืออย่างสูง ทั้งที่เราไม่ได้นับถือเขาเลย
๒. นิยาย ได้แก่ เรื่องเปรียบเทียบ เพื่อได้ใจความเป็นสุภาษิต เช่น ผูกนิยายขึ้น เช่น ลิเก ละคร
๓. สำคัญผิด ได้แก่ ผู้พูดเข้าใจผิด พูดไปตามความเข้าใจของตนเอง เช่น จำวันผิด ใครถามก็ตอบตามนั้น
๔. พลั้ง ได้แก่ ผู้พูดตั้งใจว่าจะพูดอย่างหนึ่ง แต่ปากไพล่ไปพูดอย่างหนึ่ง
หลักวินิจฉัยมุสาวาท “มุสาวาท” มีองค์ ๔
๑. อภูตวัตถุ เรื่องที่พูดเป็นเรื่องไม่จริง
๒. วิวาทนจิตตัง จงใจจะพูดให้ผิด
๓. ตัชโช วายาโม พยายามพูดคำนั้นออกไป
๔. ปะรัสสะ ตะทัตถวิชานะนัง คนอื่นเข้าใจเนื้อความนั้น

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 24, 2015 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ค่านิยม 12 ประการ (1. มีความรักชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์)

1. มีความรักชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์

winner_pic_02[1]

เป็นข้อแรกของค่านิยม 12 ประการ ที่คณะ คสช. ได้นำมาสู่การปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์ของคนไทย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่จะเป็นผู้นำพาประเทศไทยไปสู่ความั่นคงและยั่งยืนในอนาคต ข้อแรกนี้มุ่งส่งเสริมให้คนในชาติ “มีความรักชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์” ได้มีนักการศึกษาให้ความหมายแตกต่างกันดังนี้
กนก จันทร์ขจร (2534, หน้า 79 อ้างถึงใน พระครูนิวิฐธุราทร, ออนไลน์) ความรักชาติ หมายถึง มีความรัก ความสำนึกและภาคภูมิใจในความเป็นไทย นิยมไทย มีความผูกพันหวงแหนใน มาตุภูมิ บ้านเกิดเมืองนอนคือ ผืนแผ่นดินไทย ปฏิบัติตนตามหน้าที่และสิทธิในฐานะพลเมืองดี บำเพ็ญประโยชน์ต่อชาติ บ้านเมือง ดำรงไว้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรมและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาติ ส่งเสริม สนับสนุนหรือช่วยเหลือ สร้างความเจริญก้าวหน้า ความมั่นคงและรักเกียรติภูมิของชาติ ถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองดี ในการแสดงออกซึ่ง ความรักชาติ คุณธรรมที่จำเป็นจะต้อง ปลูกฝัง อบรมเยาวชนไทย ให้มีความรักชาติ คือ การเสริมสร้างคนดี รู้รักสามัคคี มีน้ำใจไมตรี ซื่อสัตย์ สุจริตและมีวัฒนธรรม

แพง ชินพงศ์ (2558, ออนไลน์) อธิบายไว้ว่า ความรักชาติ มีวิธีการที่แสดงออกว่าเป็นการรักชาติอย่างถูกต้องนั้น ได้แก่
1. เสียสละเพื่อชาติ ในสมัยก่อนคนไทยได้เสียสละชีวิตของตนเพื่อปกป้องประเทศชาติและผืนแผ่นดินที่ตนรัก เช่น ชาวบ้านบางระจัน ที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยให้ควอยู่ด้วยการอุทิศชีวิตในการสู้รบกับพม่า อย่างกล้าหาญจนตัวตาย คุณหญิงโม ซึ่งท่านได้รวบรวมคนไทยชาวนครราชสีมาทั้งหญิงชายที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย เข้าต่อสู้กับทหารลาว ซึ่งช่วยกอบกู้เมืองนครราชสีมากลับคืนมาเป็นของไทยได้ในที่สุด เหล่านี้คือตัวอย่างของบุคคลที่รักและเสียสละชีวิตของตนเพื่อชาติและแผ่นดินไทย ในปัจจุบัน การแสดงออกถึงความเสียสละเพื่อชาติของคนไทย เปลี่ยนเป็นการแสดงออกด้วยน้ำใจไมตรีที่มีให้แก่กัน เช่น การบริจาคทรัพย์สินเงินทองและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ ประสบภัยพิบัติต่างๆ และช่วยทหารตามชายแดน หรือการออกแรงกายในการช่วยเยียวยาและฟื้นฟูผู้เจ็บป่วย ผู้พิการ ผู้ยากจนและผู้ถูกทำร้ายต่างๆ อย่างการช่วยอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง ช่วยพาผู้เจ็บป่วยแต่ยากจนไปรักษาพยาบาล ช่วยซ่อมแซมบ้านให้ผู้ประสบภัย เป็นต้น
2. รักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานของชาติ การแสดงออกว่ารักชาติที่เราสามารถทำได้อย่างง่ายๆก็คือช่วยกัน ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศ เช่นไม่ทำลายสาธารณสมบัติของชาติ ช่วยกันดูแลโบราณสถานของชาติ ช่วยกันทิ้งขยะลงในถังขยะให้เป็นที่เป็นทาง ไม่ทิ้งขยะหรือปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำลำคลอง ช่วยกันปลูกป่า ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า หยุดล่าหรือค้าสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง นอกจากนี้ยังรวมถึงการช่วยกันประหยัดพลังงานชองชาติ ได้แก่ การช่วยกันประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ประหยัดน้ำมัน โดยไม่ใช้เกินความจำเป็นหรือไร้ประโยชน์และฟุ่มเฟือย
3. ภูมิใจในความเป็นชาติ ความภูมิใจในความเป็นชาติไทย ควรเป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังอยู่ในจิตสำนึกของคนไทยทุกคนและให้ทุกคนร่วมแสดงออกถึงความภาคภูมิใจนั้น ไม่ว่าจะเป็นการรักและภูมิใจในภาษาไทย โดยพูด อ่านและเขียนภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง รักษาวัฒนธรรมที่ดีงามของความเป็นไทย ทั้งการแสดงออกด้านกิริยามารยาทที่สุภาพเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน การเคารพผู้สูงอายุ การพูดที่ไพเราะ การไหว้แบบไทยที่สุภาพ
นอกจากกรณีที่กล่าวมาแล้ว การรักชาติต้องหวงแหนไม่ให้ใครมาเอารัดเอาเปรียบประเทศชาติด้วย เช่น การไม่ให้การสนับสนุนนักการเมืองและข้าราชการที่ทุจริตโกงกินบ้านเมือง อีกทั้งไม่ฝักใฝ่หรือเห็นดีเห็นงามกับบุคคลที่จาบจ้วงดูหมิ่น มุ่งทำลายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ด้วย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงมีพระบรมราชาธิบายถึงการแสดงความรักชาติว่า “ให้เอื้อเฟื้อ คนในชาติเดียวกัน ไม่ประทุษร้ายกัน ประพฤติตนเป็นพลเมืองดี เต็มใจยอมเสียสละให้แก่ชาติ ไม่ยอมให้ใครมาทำลาย ไม่ยอมให้ใครแย่งถิ่นที่ตั้งชาติ ใครมารุกรานดินแดนของเรา เราต้องต้านทานจนสุดกำลัง ถึงแม้จะต้องเสียเลือดเนื้อ หรือชีวิตก็ต้องยอมเสีย เพื่อสงวนชาติไว้เป็นมรดกแก่ลูกหลานของเราสืบไปจงได้” ซึ่งถิอเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องน้อมนำเอาไปปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและผาสุกแก่ชาติไทยของเราตลอดไป

สรุปได้ว่า การมีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่แสดงออกถึงการเป็นพลเมืองดีของชาติ ธำรงไว้ซึ่งความเป็นชาติ ศรัทธา ยึดมั่นในศาสนา และเคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เด็กที่มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จะเป็นเด็กที่แสดงออกถึงการเป็นพลเมืองดีของชาติ มีความสามัคคี ปรองดอง ภูมิใจ เชิดชูความเป็นไทย ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ และแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสามารถจำแนกในรายละเอียดในแต่ละสถาบัน ได้ดังนี้
ชาติ หมายถึง แผ่นดินที่มีประชาชนยึดครอง มีอาณาเขตที่แน่นอน มีการปกครองเป็นสัดส่วน มีผู้นำเป็นผู้ปกครองประเทศและประชาชนทั้งหมด ด้วยกฎหมายที่ประชาชนในชาตินั้นกำหนดขึ้น เช่น ประเทศไทย  มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มีศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณี เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติของตนเอง สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษเป็นเวลายาวนาน ผู้ที่มีความรักชาติ จะช่วยกันปกป้องรักษาชาติ ไม่ให้ศัตรูมารุกรานหรือทำร้ายทำลาย เพื่อให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยต่อไปให้อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขสืบไป
ศาสนา หมายถึง คำสอนขององค์พระศาสดาแต่ละพระองค์  ศาสนาทุกศาสนามีไว้เพื่อสอนให้มนุษย์ละชั่ว ประพฤติดี ผู้ที่รักศาสนา จะเป็นผู้ที่นำคำสอนของแต่ละศาสนาไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ละความชั่ว กระทำแต่ความดี และทำจิตใจให้สะอาดปราศจากเครื่องเศร้าหมอง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ส่วนผู้ที่ไม่รักศาสนา จึงเป็นผู้ที่ไม่นำคำสอนของศาสนานั้นไปประพฤติปฏิบัติ ไม่ละความชั่ว ไม่ประพฤติดี ไม่ชำระจิตใจให้สะอาดปราศจากกิเลส ปล่อยให้ความโลภ ความโกรธ ความหลงครอบงำจิตใจ
พระมหากษัตริย์ หมายถึง พระเจ้าแผ่นดิน ผู้เป็นพระประมุขของประเทศ มีหน้าที่ปกครองประชาชนพลเมืองในประเทศนั้นให้อยู่ดีมีสุขตามกฎหมาย ตามครรลองคลองธรรมจารีตประเพณีวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ เช่น ประเทศไทยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นพระประมุข ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ทรงให้แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของปวงชนชาวไทย นำความเจริญรุ่งเรืองความผาสุกมาสู่พสกนิกรถ้วนหน้า มีความเป็นอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข มีความรู้รักสามัคคีกลมเกลียว  เราควรประพฤติตนเป็นคนดีถวายเป็นพระราชกุศล และถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ซึ่งสถาบันทั้ง 3 นี้มีบุญคุณต่อเราอย่างมาก เพราะชาติ คือ แผ่นดินที่เราอยู่อาศัย ศาสนา คือ คำสอนขององค์พระศาสดาแต่ละพระองค์ที่สอนให้เราทุกคนเป็นคนดี และพระมหากษัตริย์ คือ ผู้ปกครองบ้านเมืองโดยธรรม เพื่อความสงบสุขของพสกนิกรชาวไทย เราทุกคนจึงควรรักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ ยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

พระบรมราโชวาท

” … คนไทยรักษาชาติรักษาแผ่นดินเป็นปึกแผ่น มั่นคงมาได้ด้วยสติปัญญาความสามารถ และด้วย คุณความดีอิสรภาพ เสรีภาพความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดจนความเจริญทุกอย่างที่มีอยู่บัดนี้ เรา ทั้งหลายในปัจจุบัน จึงต้องถือเป็นหน้าที่รับผิด ชอบ อย่างสำคัญ ในอันที่จะรักษาคุณความ ดีพร้อมทั้งจิตใจที่เป็นไทยไว้ให้มั่นคง ตลอดไป …”
พระราชดำรัส ในการเสด็จออกมหาสมาคมในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2521

“…คนไทยทุกคนควรภาคภูมิใจในความเป็นไทย คือเป็นพลเมืองของชาติที่มีเอกราชมามากกว่า 700ปี นักเรียนไทยทุกคนจะสนองคุณ ชาติบ้านเมืองได้ในขณะที่อยู่ต่างประเทศก็โดย การวางตนเป็นผู้แทนที่ดีของประเทศ…”
พระราชดำรัส พระราชทานแก่นักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา ณ โรงแรมพลาซ่านครนิวยอร์ค 8 มิถุนายน 2510

“…ความจงรักภักดีต่อชาตินั้น คือความสำนึก ตระหนักในคุณของแผ่นดินอันเป็นที่เกิด ที่อาศัยซึ่งทำให้บุคคลเกิดความภูมิใจในชาติ กำเนิดและมุ่งมั่นที่จะธำรงรักษาประเทศชาติ ไว้ให้เป็นอิสระมั่นคงตลอดไป …”
พระบรมราโชวาท ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2529

“…ผู้ที่จะรักษาความเป็นไทยได้มั่นคงที่สุด ดีและเหมาะสมที่สุด ไม่มีใครอื่นนอก จากคนไทย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งใดคนไทยมีหน้าที่ต้องรักษาความเป็นไทย ได้เสมอ…”
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่สมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น 27 กุมภาพันธ์ 2537

” …ทุกๆ คนในชาติย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ ถ้าแต่ละคนปฏิบัติหน้าที่ของตน ให้เป็นผลดีที่สุดที่จะกระทำได้ ด้วย ความรักชาติ และมีความสามัคคีกลมเกลียวกันแล้วชาติของเรา จะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นสืบไป …”
พระบรมราโชวาท ใน พิธีตรวจพลสวนสนามเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2504

“…ชาติบ้านเมือง คือ ชีวิตเลือดเนื้อและสมบัติของ เราทุกคนและการดำรงรักษาชาติประเทศนั้นมิ ใช่หน้าที่ของบุคคลผู้ใดหมู่ใดโดยเฉพาะ หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกๆฝ่าย ทุกๆคนที่จะต้องร่วมมือกระทำพร้อมกันไปโดยสอดคล้อง เกื้อกูลกัน..”
พระบรมราโชวาท ในพิธีตรวจพลสวนสนาม 8 มิถุนายน 2514

“…การที่จะช่วยชาติบ้านเมืองนั้นมีหลายทาง แต่ทางที่ดีที่สุดโดยแต่ละคนต่างทำ หน้าที่ ของตนโดยความซื่อสัตย์ สุจริต อดทน ทำให้กิจการต่างๆทุกด้านดำเนินไปด้วยดีนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประเทศชาติ…”
พระราชดำรัส พระราชทานแก่ คณะกรรมการ บริษัท สยามกลกาล จำกัด ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 28 ธันวาคม 2522

“…บรรพชนไทย เป็นนักต่อสู้ผู้มีชีวิตจิตใจ ผูกพันปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสามัคคี พร้อมเพรียงกัน ทุกเมื่อไม่ว่า จะทำการสิ่งใด บ้านเมืองไทยจึงมีเอกราชประชาอธิปไตย และมี ความสุขความสมบูรณ์ทุกอย่างมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ..”
พระบรมราโชวาท ในพิธีสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ 3 ธันวาคม 2522 ณ ลานพระราชวังดุสิต

“… คนไทย แม้จะมีจิตใจรักความสะดวกสบาย และมักทำตามใจตัวกันเป็นปกติ แต่ก็มี ความสำนึกมั่นในชาติอยู่แทบทุกตัวคน ยามมีอันตรายเกิดขึ้นแก่บ้านเมือง ก็รวมกัน ได้เหนียวแน่น ดังนั้น เราจึงมีชาติมีประเทศ อันตั้งมั่นโดยอิสระ และเสรีมาช้านาน…”
พระราชดำรัส ในการเสด็จออกมหาสมาคม เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระเฉลิมชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2520

“…ชาติบ้านเมือง คือ ชีวิตเลือดเนื้อและสมบัติของ เราทุกคนและการดำรงรักษาชาติประเทศนั้นมิ ใช่หน้าที่ของบุคคลผู้ใดหมู่ใดโดยเฉพาะ หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกๆฝ่าย ทุกๆคนที่ จักต้องร่วมมือกระทำพร้อมกันไปโดยสอดคล้องกัน และมีจุดมุ่งหมายอันร่วมกัน…”
พระบรมราโชวาท พระราชทานในพิธีตรวจพลสวนสนามเนื่องในงานพระราชพิธีรัชดาภิเษก 8 มิถุนายน 2514

“…บ้านเมืองของเราเป็นปึกแผ่นมั่นคง มี อิสรภาพและความร่มเย็นเป็นสุขสืบมาช้านาน เพราะ เรามีความยึดมั่นในชาติ และร่วมแรงร่วมใจกันบำเพ็ญกรณียกิจต่างๆ ตามหน้าที่ ให้สอดคล้องเกื้อกูลกันเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมของชาติ…”
พระราชดำรัสในการเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย 5 ธันวาคม 2512

“…ประเทศไทย เป็นประเทศที่อยู่มาเป็นเวลาช้านาน ได้ตกทอดมาเป็นสมบัติของทุกคนใน ปัจจุบัน จึงต้องช่วยกันทะนุ ถนอม ให้อยู่เย็นเป็นสุขต่อไป แม้จะมี สภาพสถานการณ์ต่างๆ แวดล้อมซึ่งอันตรายและทั้งโลกก็ ประสบปัญหาต่างๆ นานา ก็เชื่อได้ว่า พวกเราจะสามารถไปรอดได้ ..”
พระราชดำรัส ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 14 มีนาคม 2523

“… ทุกคนที่ทำหน้าที่ตามอาชีพของตน หรือ ตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ อย่างเสียสละเพื่อให้ งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนั้น ก็เป็นสิ่งที่สร้างเสริมความดีแก่ประเทศชาติ ในตัว …”
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตาลัย 4 ธันวาคม 2518

“…ไม่ว่าจะมีเหตุไม่ปรกติหรือปัญหาใดๆเกิด ขึ้น เราควรจะได้ทำความเข้าใจกันและ ร่วมกันคิดอ่านปฏิบัติแก้ไขด้วยเหตุผลด้วยหลักวิชาการ และด้วยความบริสุทธิ์ จริงใจให้ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายลุล่วงไป เพื่อให้ประเทศชาติของเรา ก้าวหน้าต่อไปโดย สวัสดี…”
พระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2540

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 24, 2015 in การศึกษาก็มี

 

ป้ายกำกับ: , ,

ชี้ครูยุคใหม่ต้องเป็นผู้ชี้หนทางให้เด็กก้าวเดิน ต้องเป็นผู้สร้างในทุกมิติให้กับเยาวชนของชาติ

ชี้ครูยุคใหม่ต้องเป็นผู้ชี้หนทางให้เด็กก้าวเดิน
ต้องเป็นผู้สร้างในทุกมิติให้กับเยาวชนของชาติ 

ek4sy0

นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ การศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวในงานแม็ค เอ็ดดูก้า 2015 (MAC EDUCA 2015) ซึ่งเป็นกิจกรรมอบรมครูจัดโดย บริษัท แม็ค เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ว่า เมื่อโลกเปลี่ยน ครูก็ต้องเปลี่ยน ต่อไปนี้ครูจะไม่ใช่คนที่หยิบยื่นวิชาความรู้ให้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถชี้หนทางให้เด็กทราบได้ว่าวิชาความรู้อยู่ที่ไหน พร้อมทั้งสอนทักษะการจัดการความรู้เหล่านั้นได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เด็กๆ ควรจะได้นำความรู้ที่อยู่ภายนอกเข้าไปผสานกับความรู้ที่อยู่ในตัวเอง เพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่อันนำไปใช้ได้จริง ทักษะเหล่านี้ควรจะเป็นสิ่งที่ครูควรสอนเด็กให้มากกว่าเดิม โดยครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา ว่า ครูเป็นตัวจักรสำคัญในการปฏิรูป

ดังนั้น ครูเองจะต้องเป็นประตูสำคัญที่จะทำให้เด็กไทยเราของเราอ่านออกเขียนได้ ต้องเป็นผู้สร้างพัฒนาการให้เด็กอย่างมีมิติครบทุกส่วนผ่านวิชาการเรียนการสอน คือ ทางกายต้องแข็งแรงด้วยวิชาพลศึกษา สุขศึกษา ทางอารมณ์ต้องถูกกล่อมเกลาด้วยวิชาศิลปศึกษา นาฏศิลป์ ดนตรี ส่วนทางสังคมนั้น ครูต้องสอนให้เด็กรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม รู้จักประโยชน์ส่วนตน ประโยชน์ส่วนรวม ด้วยการสอนวิชาลูกเสือ รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ หรือแม้แต่วิชาทหารเองก็สำคัญ และทางสติปัญญาที่จะถูกพัฒนาไปร่วมกันทั้งหมด และในอีก 1-2 ปีนี้เด็กไทยจะยึดหลัก เก่ง ดี มีสุขคงไม่พอเสียแล้ว เพราะยังต้องมีความสามารถที่จะแข่งขันกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้อีกด้วย ดังนั้น ครูยุคใหม่ที่จะมาเป็นผู้ชี้ทางให้กับเด็กในยุคดิจิทัลเช่นนี้ ควรจะปรับเปลี่ยนวิธีคิดพัฒนาวิธีทำ ควบคู่ไปกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ พร้อมกับการต่อยอดสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก สุดท้ายคือการลงมือปฏิบัติบนจินตนาการว่าประเทศไทยจะต้องแข่งขันในระดับอาเซียนได้

มา: http://www.naewna.com

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 23, 2015 in การศึกษาก็มี

 

ศธ.ประชุมการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน 1/2558

sk1

ศึกษาธิการ – พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนและการดำเนินการภายหลังปี 2558 ของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2558 โดยมีพลเอก สุทัศน์ กาญจนานนท์กุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  พันเอก ดำรงค์ สิมะขจรบุญ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนองค์กรหลัก และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ โดยมีสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านอาเซียนของ ศธ.

ที่ประชุมรับทราบคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สป 1523/2557 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านอาเซียนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีพลเอก สุทัศน์ กาญจนานนท์กุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธาน พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะทำงานฯ ด้วย

คณะทำงานดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนและการดำเนินการภายหลังปี 2558 ของกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแนะและจัดทำ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนและการดำเนินการภายหลังปี 2558 ของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งนำเสนอต่อคณะกรรมการดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนและการดำเนินการภายหลังปี 2558 ของกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

ในการนี้ คณะทำงานฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานชุดย่อยเพื่อจัดทำ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ฯ โดยนำแนวทางของ รมช.ศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้น “เสริมสร้างความเข้าใจ ใฝ่รู้ภาษา มุ่งพัฒนาสัมพันธ์ รู้เท่าทันเทคโนโลยี สานสามัคคีอาเซียน” จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์อาเซียนด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภาพใหญ่ ซึ่งมีใจความสั้นแต่ครอบคลุมการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดทำ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ฯ ดังนี้
วิสัยทัศน์  : คนไทยมีศักยภาพพร้อมอยู่ในประชาคมอาเซียนอย่างมีคุณภาพ
ยุทธศาสตร์
1. เสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน

2. ยกระดับคุณภาพและสร้างโอกาสทางการศึกษา

3. ผลิตกำลังคนให้มีทักษะสอดรับกับตลาดแรงงานอาเซียน

4. พัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

5. พัฒนากลไกที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการเคลื่อนย้าย/แลกเปลี่ยน

6. เสริมสร้างเครือข่ายระหว่างกันในภูมิภาค

ที่ประชุมได้พิจารณา (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ฯ ประกอบด้วยความเป็นมา วิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ ขอบเขตของแผนยุทธศาสตร์ฯ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ มาตรการเร่งด่วน การนำแผนไปสู่การปฏิบัติ และรายชื่อคณะผู้จัดทำ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าควรปรับแก้ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ฯ ให้มีความชัดเจน รัดกุม กระชับ ครอบคลุม และถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือระเบียบปฏิบัติ ในส่วนของมาตรการเร่งด่วนและการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจะต้องมีการหารือในลักษณะบูรณาการกับองค์กรหลัก เพื่อให้แต่ละหน่วยงานได้รับทราบถึงขอบเขตความรับผิดชอบของตนเอง

ทั้งนี้ หลังจากที่ รมว.ศึกษาธิการ ให้ความเห็นชอบ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ฯ และประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ฯ เป็นแนวทางในการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการ ในการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนและการดำเนินการภายหลังปี 2558 อย่างเป็นทางการแล้ว ก็จะมีการติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าของการดำเนินงานเป็นระยะต่อไป

นอกจากนี้ รมช.ศึกษาธิการ ได้มอบให้คณะทำงานแปลสโลแกน “เสริมสร้างความเข้าใจ ใฝ่รู้ภาษา มุ่งพัฒนาสัมพันธ์ รู้เท่าทันเทคโนโลยี สานสามัคคีอาเซียน” เป็นภาษาอังกฤษ นำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์ในระดับสากลต่อไปด้วย

กุณฑิกา พัชรชานนท์
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน : 20/2/2558

ขอขอบคุณ : http://www.moe.go.th/websm/2015/feb/061.html
เข้าถึงข้อมูล : 23/02/2558. 14:59 pm.

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 23, 2015 in การศึกษาก็มี

 

ป้ายกำกับ: , ,

วีดีโอ

น้อมรำลึกพระคุณครู

[youtube https://www.youtube.com/watch?v=7Vd5mL0iyNA]

ครูคือใคร? คำว่า “ครู” มีความหมายลึกซึ้งกว้างขวางมาก แต่ถ้าดูจากรากศัพท์ภาษาบาลี “ครู” หรือภาษาสันสกฤต “คุรุ” นั้น มีความหมายว่า “ผู้สั่งสอนศิษย์ หรือ ผู้ควรได้รับความเคารพ”

เปลื้อง  ณ นคร (2516, หน้า 89) ให้ความหมายของคำว่าครู ไว้ว่า 1) ผู้ที่มีความหนักแน่น 2) ผู้ควรแก่การเคารพของศิษย์ และ 3) ผู้สั่งสอน

ยนต์  ชุ่มจิต (2541, หน้า 29) ได้อธิบายคำว่าครูไว้ว่า 1) ครูเป็นผู้นำทางศิษย์ไปสู่คุณธรรมชั้นสูง 2) ครู คือ ผู้อบรมสั่งสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ไปสู่ศิษย์ เป็นผู้ที่มีความหนักแน่น ควรแก่การเคารพของลูกศิษย์ 3) ครู คือผู้ประกอบอาชีพอย่างหนึ่งที่ทำหน้าที่สอน มักใช้กับผู้สอนในระดับต่ำกว่าวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษา ในขณะที่ รังสรรค์  แสงสุข (2550, หน้า 38) ได้ให้ความเห็นว่า “ครู” คือผู้ให้ ผู้เติมเต็มและผู้มีเมตตา ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

ครู คือ ผู้ให้ความรู้ไม่จำกัดทุกที่ทุกเมื่อ ครูต้องเต็มไปด้วยความรู้ และรู้จักขวนขวายหาองค์ความรู้ใหม่ๆ สะสมความดี มีบารมีมากและครูที่ดีจะต้องไม่ปิดบังความรู้ ควรมีจิตและวิญญาณของความเป็นครู

ครู คือ ผู้เติมเต็ม การที่ครูจะเป็นผู้เติมเต็มได้ ครูควรจะเป็นผู้แสวงหาความรู้ ต้องวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ และบูรณาการความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกัน

ครู คือ ผู้ที่มีเมตตา จะต้องสอนเต็มที่โดยไม่มีการขี้เกียจหรือปิดบังไม่ให้ความรู้เต็มที่ ครูต้องไม่ลำเอียง ไม่เบียดเบียนศิษย์

นอกจากนี้ คาร์เตอร์ วี กู๊ด (Carter V Good, 1973, p.586) ยังได้ให้ความหมายของคำว่า ครู ไว้ดังนี้ 1) ครู คือ ผู้ที่มีความสามารถให้คำแนะนำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการเรียนสำหรับนักเรียน หรือนักศึกษาในสถานบันการศึกษาต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน 2) ครู คือ ผู้ที่มีความรู้ประสบการณ์และมีการศึกษามากหรือดีเป็นพิเศษ หรือมีทั้งประสบการณ์และการศึกษาดีเป็นพิเศษในสาขาใดสาขาหนึ่งที่สามารถช่วยให้ผู้อื่นเกิดความเจริญก้าวหน้าได้ 3) ครู คือ ผู้ที่เรียนสำเร็จหลักสูตรวิชาชีพจากสถาบันการฝึกหัดครูและได้ใบรับรองทางการสอนด้วย และ 4 ครู คือ ผู้ที่ทำหน้าที่สอนให้ความรู้แก่ศิษย์

สรุปได้ว่า ครู คือ 1) ปูชนียบุคคล ซึ่งหมายถึง ครูที่เสียสละ เอาใจใส่เพื่อความเจริญของศิษย์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ควรเคารพเทิดทูน 2) แม่พิมพ์ของชาติ หมายถึง การเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกศิษย์ที่จะปฏิบัติตัวตามอย่างครู และ 3) ผู้แจวเรือจ้าง เนื่องจากอาชีพครูเป็นอาชีพที่ไม่ก่อให้เกิดความร่ำรวย ครูต้องมีความพอใจในความเป็นอยู่อย่างสงบเรียบร้อย อย่าหวั่นไหวต่อลาภ ยศ ความสะดวกสบาย ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่ครูจึงเป็นผู้ที่สอนให้ศิษย์มีความรู้ มีคุณธรรม จริยธรรมที่ดี นำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ในอนาคต

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 21, 2015 in การศึกษาก็มี

 
รูปภาพ

สารนายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” ประจำปี 2558

1

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 9, 2015 in การศึกษาก็มี

 

ขอหน่อย

มีความสุขมากๆ นะครับ………….
Prose poem จากใจผมมอบทุกท่าน
หวังกำนัล ตอบแทนใจ ปีใหม่นี้
พรประเสริฐ In the world ที่โลกมี
มารวมที่ page ของผมสมใจที
อยากมากสุขขอให้สุขวิ่งบุก House
ใครแสนเศร้าให้สำราญซ่าน Happy
Who single ให้มีคู่กันเสียที
ขอเป็นปีที่สมหวังดั่งใจ Sure
ปีที่ผ่าน Money น้อยให้มากเพิ่ม
ให้มาเติมใน wallet เสร็จถ้วนทั่ว
ใครแล้วแต่เป็นเบี้ยใบ้ ear eye มัว
ขออย่ากลัวปีใหม่นี้ท่านหายเลย
ใครผิดหวัง broken-hearted อย่าน้อยจิต
แม้เพียงนิดอย่าติดใจให้วางเฉย
เพราะ New Year รักจะมาเตรียมใจเลย
ทั้งกะเทยรวมชายเทียมเตรียมเข้ามา
ให้ตั้งรับอยู่ที่มั่นอย่าว่อกแว่ก
ของแปลกๆ จะมาเยือนเตือนไว้หนา
Promotion ทั้งลดแถม แช่มอุรา
ไม่รีบคว้า จะ waste time พาลไม่เตือน
ปีที่ผ่าน Job ยุ่งเหยิงกระเจิงจิต
วิปริตวิบากกรรมย้ำให้เหมือน
นายก็บ่น เพื่อนก็ว่า นานนับเดือน
ปีใหม่เยือน ขอ prosper ทั้งคืนวัน
ปีที่ผ่านไม่ได้ดื่มเพราะห้ามขับ
กลัวถูกจับ จาก Police ช่วงคับขัน
มาปีนี้ให้ได้ดื่มเพิ่มทุกวัน
แต่ดื่มนั้นมาจาก Milk ทั้งเต้าเลย
ปีที่ผ่านไม่ได้ Tour ณ แห่งไหน
ทั้งใกล้ไกลไม่ได้เยือนอย่านิ่งเฉย
นุ่งกางเกงสวมเสื้อไว้อย่าละเลย
เดี๋ยวจะเชยหาไม่บอกโกรธพาลกัน
เพราะปีนี้เป็นปีจรให้ได้เที่ยว
ทั้งไปเดี่ยวไปทั้งโขลงก็สุขสันต์
เตรียมตัวไว้เพื่อนมาปลุกรีบตื่นพลัน
หากไม่ทันจะเสียใจใน Tip ทัวร์
ปีที่ผ่านไม่ได้นั่งร้านเลิศหรู
ขอให้รู้ปีใหม่นี้ได้ไปทั่ว
จะนั่งกินอาหารนอกบ้านรู้นะตัว
กระถินริมรั้วก็ได้ทานสมดั่งใจ (กินข้าวนอกบ้าน)
ปีที่ผ่าน Health ไม่ดี จะสูญหาย
ด้วยร่างกายอันนวลผ่องต้องด้วยใส
เยื้องกายาทุกแห่งหนได้ดั่งใจ
สุขฤทัยสุขชีวีให้สะเบย
พรปีนี้แม้ไม่หรูดูไม่เด่น
แต่ก็เป็นพรจากใจดิ่งเฉลย
หากไม่ชอบไม่กด Like ไม่ว่าเลย
ถูกใจเอยกดแชร์หน่อยก็ชื่นใจ
จอ..บอ..จบ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 31, 2014 in การศึกษาก็มี

 
 
%d bloggers like this: