RSS

ต้อนรับคณะผู้บริหารกลุ่มโรงเรียนท้องถิ่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วันนี้ (6 พ.ย.2558) ผม พร้อมด้วย คุณครูทศพล บุญมีลาภ รองผู้อำนวยการ, คุณครูสุดารัตน์ จงสุขสวัสดิ์, คุณครูมณฑิรา ไชยเผือก, คุณครูกนกวรรณ สวัสดี, คุณครูจันทร์เพ็ญ แดงใหญ่ และคุณครูนนท์วัฒน์ ปั้นทองคำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนเสนาบดี ทั้ง 5 ท่าน ให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุมกับคณะผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนท้องถิ่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้ง 11 โรงเรียน โดยจัดประชุม ณ ห้องประชุมโรงเรียนเสนาบดี ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ผมได้ร่วมประชุมด้วยในวาระแรกของการย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนาบดี พร้อมขอกราบขอบคุณ คุณธีราทร แก้วพาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดเจ้าเจ็ดนอก ในฐานะประธานกลุ่ม ที่ได้กรุณามอบดอกไม้ให้การต้อนรับ ขอขอบคุณทุกท่านครับ และรวมถึงคณะครูโรงเรียนเสนาบดีทุกท่านที่ได้เตรียมการทุกด้านเป็นอย่างดีครับ

This slideshow requires JavaScript.

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 6, 2015 in การศึกษาก็มี

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

วันปิยมหาราช 2558

ควันหลงจากการร่วมพิธีของคณะครูโรงเรียนเสนาบดี : เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา โรงเรียนเสนาบดี ได้รับมอบหมายจากคุณนุสรา ยันตรโกวิท ปลัดเทศบาลเมืองเสนา รักษาราชการในตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองเสนา ให้ผมพร้อม คุณครูทศพล บุญมีลาภ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และคณะครูรวม 19 ชีวิตเป็นตัวแทนของเทศบาลเมืองเสนาเพื่อร่วมพิธีถวายพวงมาลาเนื่องในวันปิยมหาราช น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในนามผู้บริหารสถานศึกษาและตัวแทนคณะครูขอกราบขอบพระคุณท่านปลัดที่ได้ให้เกียรติโรงเรียนเป็นผู้แทนในพิธีครั้งนี้ครับ ถือเป็นภารกิจแรกของผมที่ได้ร่วมกิจกรรมดีๆ กับคุณครูเสนาบดีทุกคน

IMG_3706

IMG_3712

IMG_3715

IMG_3723

IMG_3726

IMG_3728

 

เริ่มต้นวันแรกที่โรงเรียนเสนาบดี

การต้อนรับที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความจริงใจ ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความกรุณาต่อผมในวันนี้ และจะทุ่มเทความรู้ความสามารถร่วมประสานการทำงานให้โรงเรียนเสนาบดีของเราพัฒนาไปตามจุดมุ่งหมายที่เราร่วมกันออกแบบครับ

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 2, 2015 in การศึกษาก็มี

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ระยะหนึ่งในทางเดินชีวิต

ชีวิตมันก็คือการเดินทาง บางช่วงบางตอนของเส้นทางก็จะได้พบเจอกับเรื่องต่างๆ ดีบ้าง ไม่ดีบ้างระหว่างทางจะต้องได้สัมผัส ทุกคนต่างมีเส้นทางทั้งที่แตกต่างกันอย่างสุดกู่หรือบางครั้งอาจจะถอดแบบลอกเลียนกันมาเลยก็ไม่ผิด…สถานีไทรม้าที่ผมเดินมา 2 ปีกับอีก 2 เดือน มันสิ้นสุดแล้ว สถานีต่อไปคือเสนา บอกไม่ได้ว่าจะใช้เวลามากน้อยหรือเท่ากันมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ ขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่ดีที่ทำให้รู้สึกได้เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ขอบคุณผู้ปกครองนักเรียนทุกท่านที่ไว้วางใจให้เราได้ดูแลลูกหลาน ความทรงจำจะถูกบันทึกไว้ในเมมโมรี่สมองที่เชื่อมโยงข้อมูลไปสู่หัวใจทำให้รับรู้ได้ว่า ครั้งหนึ่งของชีวิตเรามีพี่น้องที่ดีที่ไทรม้า…ขอบคุณมากๆ ครับ

This slideshow requires JavaScript.

 

ขนมจีน “คนอมจิน” (คะนอมจิน)

 

800px-Khanom_Chin_-_Thai_rice_noodlesที่มาของภาพ : https://th.wikipedia.org/wiki/

“ขนมจีน” ไม่ใช่ของอาหารจีน แต่คำว่า “จีน” ที่ต่อท้ายขนมนี้สันนิษฐานกันว่าน่าจะมาจากมอญซึ่งเรียกขนมจีนว่า “คนอมจิน” (คะนอมจิน) หมายถึง “สุก 2 ครั้ง” พิศาล บุญปลูก ชาวไทยเชื้อสายรามัญผู้สนใจศึกษาอาหารและวัฒนธรรมมอญกล่าวว่า ” จริง ๆ แล้ว ขนมจีนเป็นอาหารของคนมอญหรือรามัญ คนมอญเรียกขนมจีนว่า คนอมจิน คนอม หมายความว่าจับกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน จินแปลว่าทำให้สุก” นอกจากนี้ “คนอม” (คะหนอม) นั้นสันนิษฐานว่าน่าจะใกล้เคียงกับคำไทย “เข้าหนม” แปลว่าข้าวที่นำมานวดให้เป็นแป้งเสียก่อน ซึ่งภายหลังกร่อนเป็น “ขนม” จริง ๆ แล้ว ขนม ในความหมายดั้งเดิมจึงมิใช่ของหวานอย่างที่เข้าใจในปัจจุบัน ขนม หรือ หนม ในภาษาเขมร หรือ คนอม (คะหนอม) ในภาษามอญหมายถึงอาหารที่ทำจากแป้ง ดังนั้นขนมจีน จึงน่าจะเพี้ยนมาจาก คนอมจิน (คะนอมจิน) ซึ่งทำให้เกิดสมมุติฐานตามมาอีกว่า ดั้งเดิมทีเดียวขนมจีนเป็นอาหารมอญ แล้วจึงแพร่หลายไปสู่ชนชาติอื่น ๆ ในสุวรรณภูมิตั้งแต่โบราณกาล จนเป็นอาหารที่ทำงานและมีความนิยมสูง สามารถหาทานได้ทั่วไป1 นอกจากนี้2 คำว่า “ขนมจีน” หรือ “หนมจีน” คำนี้พบได้ในบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนกินเลี้ยง คราวที่เจ้าล้านช้างถวายนางสร้อยทองแก่พระพันวษาความว่า “ถึงวังยับยั้งศาลาชัย วิเสทในยกโภชนามา เลี้ยงเป็นเหล่าเหล่าลาวคอยชี้ ข้าวเหนียวหักหลังดีไม่เมื่อยขา แจ่วห้าแจ่วหกยกออกมา ทั้งน้ำยาปลาคลุกหนมจีนพลัน”

ขนมจีนในแต่ละถิ่นของประเทศไทย

ภาคกลาง

นิยมรับประทานกับน้ำพริก น้ำยาและแกงเผ็ดชนิดต่าง ๆ น้ำยาของภาคกลาง นิยมรับประทานกับน้ำยากะทิ เน้นกระชายเป็นส่วนผสมหลัก ส่วนน้ำพริกเป็นขนมจีนแบบชาววัง ปนด้วยถั่วเขียว ถั่วลิสง รับประทานกับเครื่องเคียงทั้งผักสด ผักลวก และผักชุบแป้งทอด ขนมจีนซาวน้ำ เป็นขนมจีนที่นิยมในช่วงสงกรานต์ รับประทานกับสับปะรดขิง พริกขี้หนู กระเทียม มะนาว ราดด้วยหัวกะทิเคี่ยว ทางสมุทรสงครามและเพชรบุรีจะปรุงรสหวานด้วยน้ำตาลมะพร้าว

ภาคเหนือ

เรียกว่า ขนมเส้น หรือข้าวเส้น หรือข้าวหนมเส้น นิยมรับประทานร่วมกับน้ำเงี้ยวหรือน้ำงิ้วที่มีเกสรดอกงิ้วป่าเป็นองค์ประกอบสำคัญ รับประทานกับแคบหมูและข้าวกั้นจิ๊น (ข้าวเงี้ยว, จิ๊นส้มเงี้ยว) เป็นเครื่องเคียง เดิมทีนั้นขนมจีนน่าจะยังไม่แพร่หลายในภาคเหนือ เนื่องจากว่าน้ำเงี้ยวเดิมนิยมรับประทานกับเส้นก๋วยเตี๋ยว และภาคเหนือมีน้ำขนมจีนเพียงชนิดเดียวคือน้ำเงี้ยว คำว่า เงี้ยว ในภาษาเหนือหมายถึง ชาวไทใหญ่ ในจังหวัดแพร่มีขนมจีนน้ำหมู มีลักษณะคล้ายน้ำเงี้ยว แต่ไม่ใส่ดอกงิ้ว และใช้เป็นน้ำซุปกระดูกหมู ก่อนกินสามารถปรุงได้ตามชอบด้วยเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยว และปัจจุบันมีขนมจีนน้ำย้อย โดยจะกินขนมจีนคลุกกับน้ำพริกน้ำย้อย แล้วใส่น้ำปลาหรือผงปรุงรสตามชอบ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เรียกว่า ข้าวปุ้น อีสานใต้เรียกว่า นมปั่นเจ๊าะ คล้ายกับกัมพูชา นิยมรับประทานกับน้ำยาใส่ปลาร้า ใส่กระชายเหมือนน้ำยาภาคกลาง และข้าวปุ้นน้ำแจ่วที่รับประทานขนมจีนกับน้ำต้มกระดูก ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า ไม่ใส่เนื้อปลา และนำขนมจีนมาทำส้มตำเรียกตำซั่ว นิยมขนมจีนแป้งหมัก

ภาคใต้

เรียกว่า โหน้มจีน โดยเป็นอาหารเช้าที่สำคัญของภาคใต้ฝั่งตะวันตก เช่น ระนอง พังงา ภูเก็ต รับประทานกับผักเหนาะชนิดต่าง ๆ ทางภูเก็ตนิยมรับประทานกับห่อหมก ปาท่องโก๋ ชาร้อน กาแฟร้อน ทางชุมพรนิยมรับประทานขนมจีนเป็นอาหารเย็น รับประทานกับทอดมันปลากราย ส่วนที่นครศรีธรรมราชรับประทานเป็นอาหารเช้าคู่กับข้าวยำ น้ำยาทางภาคใต้ใส่ขมิ้นไม่ใส่กระชายเหมือนภาคกลาง ถ้ารับประทานคู่กับแกงจะเป็นแกงไตปลา

ที่มา : Youtube.com

เนื้อเพลง : ขนมจีนน้ำยา3

ศิลปิน : ภาพยนตร์ ทุ่งเศรษฐี

ดนตรี…..ขนมจีนแม่วัลลา คู่กับน้ำยาพระอภัย ถั่วงอกเสาวคนธ์ คู่กับพริกป่นหัสชัย ครรชิตคู่เพชรา แต่พี่ยังหาคู่ไม่ได้

แม่สาวบ้านนา นัยน์ตาหวาน ได้โปรดสงสาร พี่หน่อยเป็นไร พี่เบื่อกรุงเทพหนักหนา เช้าตื่นขึ้นมา โอ้ยเดินขวักไขว่

อยู่สี่พระยาย่ำมาบางลำพู อยู่บางปูย่ำมาพระยาไท ย่ำจากกรุงเทพไปทุ่งเศรษฐี โอ้ย.เจอสาวที่นี่เลยติดใจ

พี่เบื่อกรุงเทพเต็มทน พี่เบื่อรถยนต์ เหมือนยุงฝูงใหญ่ เบื่อบังกะโลตึกโตระฟ้า เบื่อเที่ยวบาร์ ไนท์คลับประดับไฟ

พี่เบื่อถนนมันแคบน่าคิด โอ้ยรถราก็ติดทั่วไป พี่อยากมาอยู่บ้านนา ฟังเสียงนกกา สายลมยอดไผ่

ฝากชีวีพี่ไว้ที่แม่โฉมฉิน เหลือบยุงริ้น พี่จะคอยปัดไป พี่ช่วยตักน้ำตำข้าวให้น้อง โอ้ยแขนพี่จะป้องคู้มภัย

พี่อยากมาทำนาดู เลี้ยงเป็ดหอยปู เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ เสร็จจากทำนา ขายค้าลองทำ

หมักแป้งทำขนมจีน ขายเรื่อยไป พี่ก็ขยันหมั่นอย่างนี้ โอ้ยก็เป็นเศรษฐีขึ้นไว

ขนมจีนแม่วัลลา คู่กับน้ำยาพระอภัย ถั่วงอกเสาวคนธ์ คู่กับพริกป่นหัสชัย ครรชิตคู่เพชรา แต่พี่ยังหาคู่ไม่ได้ แม่สาวบ้านนานัยน์ตาหวาน ได้โปรดสงสาร หน่อยเป็นไร

แหล่งข้อมูล

1 http://arran-phathet.exteen.com/20091109/entry

2 https://th.wikipedia.org/wiki/ขนมจีน_(อาหารไทย)

3 http://เพลง.meemodel.com/

 

ป้ายกำกับ: , ,

ลูกๆ … น่ารักเสมอสำหรับครูพ่อ

สมัยเด็กเรียนประถมเคยสงสัยจังว่าทำไมเวลาคุยกับคุณครูประจำชั้นหรือครูที่สอนเรา ท่านมักแทนตัวท่านกับเราว่า พ่อ แม่ บ้าง แล้วยังเรียกเราว่าลูกๆ พอมาใช้วิชาชีพที่เรียนมา คำพูดเหล่านั้นเราตอบได้เองเลยโดยไม่ต้องไปถามใคร เพราะครูคือพ่อแม่เช่นกัน เรารับลูกเค้ามาเลี้ยงดูด้วยความมอบหมายของผู้ปกครอง และจรรยาบรรณของวิชาชีพครูเราก็ต้องทำให้ดีที่สุด วันนี้ลูก 12 คน พร้อมคุณครูมัชชา ใหม่ ขลิบ และคุณครูทองมี ทองอ่อน มาพบและขอคำพรเพื่อไปร่วมแข่งขันกีฬาเด็กเล็กชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5 ของกรมพลศึกษา ในวันเสาร์ที่ 19 และ อาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2558 … พ่อก็ขออวยพรให้ลูกๆ ทุกคนไปร่วมกิจกรรมด้วยความสนุกสนาน รับรู้ประสบการณ์นอกห้องเรียนพร้อมนำไปปรับใช้เมื่อขึ้นไปเรียนชั้นประถมและระดับที่สูงขึ้น ผลแพ้ชนะพ่อไม่ได้ติดใจ การได้เรียนรู้อย่างนี้ถือว่าล้ำค่า ได้เพื่อนด้วย เดินทางปลอดภัยทุกคนนะลูกทั้งไปและกลับ…ขอบใจลูกทุกคน

นักกีฬาครับ_1729

นักกีฬาครับ_3558

นักกีฬาครับ_3914

 

ป้ายกำกับ: , ,

ซีอุย

สมัยเด็กประมาณ 8-9 ขวบ ทุกวันหยุดจะรอดูทีวีเรื่องดังช่วงหลังหลังเที่ยงกับยายและพี่สาว สมัยนั้นเรื่องนี้ดังและฮิตมาก หากบอกว่า เรื่องซีอุย ผมไม่แน่ใจว่าคนรุ่นหลังผมซัก 10 ปีจะทราบหรือเปล่าว่าเคยมีเรื่องนี้เล่นทางทีวี ผมจำชื่อคนแสดงไม่ได้ แต่เค้าเคยเล่นโบว์ลิ่งในนามทีมชาติไทย ครั้งนั้นดูแล้วก็จะกลัวกันมาก แล้วก็จะเข้าทางผู้ใหญ่รวมถึงยายผมด้วยว่า กลางวันหรือเย็นๆ อย่าไปเล่นไกลบ้านนะ อาจจะมีคนแบบซีอุยมาทำร้ายเราก็ได้ วันนี้ 16 กันยายน (พ.ศ. 2502) ซีอุยถูกลงโทษประหารด้วยการยิงเป้า หลังถูกจับได้จากคดีฆาตรกรรมและกินตับเด็ก (ด้วยเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ) อย่างน้อย 6 คนในช่วงปี 2497-2501 ซึ่งภายหลังถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน ต่อมาศพของซีอุยถูกเก็บเพื่อนำมาตรวจสอบ โดยเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยยังคงถูกเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “พิพิธภัณฑ์ซีอุย” ผมได้ค้นข้อมูลบางช่วงบางตอนจาก https://th.wikipedia.org พอจะนำมาเสนอได้บ้างดังนี้

740543-img-1390806139-1

ที่มาภาพประกอบ : board.postjung.com

ซีอุย มีชื่อจริงว่า หลีอุย แซ่อึ้ง แต่คนไทยเรียกเพี้ยนเป็น ซีอุย หรือคนสมัยใหม่ให้สมญานามว่า เวนดิโกเมืองไทย เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2470 ที่เมืองซัวเถาโดยเป็นลูกคนที่ 3 จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 12 คน ของนายฮุนฮ้อ กับ นางไป๋ติ้ง แซ่อึ้ง ในครอบครัวยากจนที่ทำการเกษตร เมื่อยังเป็นเด็กและเป็นวัยรุ่น ซีอุยมีส่วนสูง 150 เซนติเมตรเท่านั้น จึงมักถูกรังแกอยู่เสมอ จนกระทั่งมีนักบวชรูปหนึ่งได้แนะนำเขาว่า ถ้าอยากจะมีร่างกายแข็งแรงต้องกินเนื้อหรืออวัยวะมนุษย์ คำสอนนี้ได้ฝังอยู่ในใจซีอุยมาเสมอ

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2488 ซีอุยอายุครบ 18 ปีเต็ม ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารรบในสงครามโลกครั้งที่สอง ซีอุยประจำอยู่หน่วยรบทหารราบที่ 8 ในขณะที่จีนและญี่ปุ่นทำสงครามกันอยู่ ซีอุยถูกส่งไปรบในสมรภูมิพม่าแนวสนามรบตามรอยต่อตะเข็บแดนของจีน เป็นเวลาถึงหนึ่งปีเต็มที่ซีอุยต้องเผชิญกับความลำบากและเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตลอด อาหารก็ขาดแคลน ขณะที่เพื่อนทหารก็ทยอยตายไปเรื่อย ๆ จากการสู้รบ ซีอุยจึงได้ลิ้มรสชาติเนื้อมนุษย์เป็นครั้งแรกจากที่นี่ เมื่อสงครามสงบ ซีอุยถูกปลดจากการเป็นทหาร ด้วยความแร้งแค้น ซีอุยถูกเพื่อน ๆ ชักชวนให้เข้ามาหางานทำในเมืองไทย โดยหลบหนีเข้าเมืองมาด้วยการเป็นกรรมกรรับจ้างในเรือขนส่งสินค้าชื่อ “โคคิด” เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2489 ด้วยการหลบซ่อนมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์เต็ม โดยขึ้นฝั่งที่ท่าเรือคลองเตย และหลบซ่อนตัวในโรงแรมห้องแถวเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ต่อมาได้เดินทางไปยังอำเภอทับสะแกจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อไปหาญาติ ที่นั่น ซีอุยทำงานด้วยการรับจ้างทำสวนผักและรับจ้างทั่วไปเป็นเวลานานถึง 8 ปีเต็ม ก่อนที่ซีอุยจะก่ออาชญากรรม โดยที่ซีอุยมีนิสัยชอบเกาหัวและหาวอยู่เสมอ ๆ มีบุคลิกชอบเก็บตัว

ซีอุยได้จับเด็กมาผ่าเอาตับมากินโดยเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ โดยได้ฆ่าเด็ก 3 รายแรก ที่ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่จะหลบหนีไปโดยรถไฟและก่อเหตุอีกที่งานฉลองตรุษจีนที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เมื่อปี พ.ศ. 2500 สุดท้ายถูกจับได้หลังจากคดีฆาตกรรมในจังหวัดระยอง เมื่อปี พ.ศ. 2501 ซึ่งมีเพียงเหยื่อรายแรกและเป็นรายเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบในขณะนั้น (พ.ศ. 2497) สุดท้ายเขาถูกจับขังคุกและประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า เพราะในระหว่างดำเนินคดี 9 วัน ซีอุยยอมรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือ 7 คดี และจิตแพทย์ลงความเห็นว่า ซีอุยไม่ได้เป็นบ้า ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2502

ภายหลังมีการสืบค้นคดีโดยรายการโทรทัศน์ บางอ้อ ทางช่อง 9 รวมทั้งรายการ ย้อนรอย ทางไอทีวี มีหลักฐานพยานและรูปคดีที่บ่งชี้ว่า ซีอุย ไม่ได้ฆ่าเด็กทุกคน มีเพียงเด็กคนสุดท้ายเท่านั้นที่เป็นหลักฐานมัดตัว ขณะตำรวจได้เข้าจับกุมหลังจากซีอุยลงมือฆ่า และอวัยวะในร่างกายของเหยื่อทุกรายก็ไม่ได้สูญหาย จึงเป็นที่สงสัยว่าเหตุใด ซีอุย จึงรับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าเหยื่อทุกราย และนำอวัยวะมากิน ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นของรูปคดีที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดในปัจจุบัน บ้างก็เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของไทยได้ให้สัญญากับซีอุยว่าให้ซีอุยรับสารภาพ แล้วจะจัดการให้ได้กลับเมืองจีน ด้วยความที่ไม่จัดเจนในภาษาทำให้ซีอุยรับสารภาพ และถูกประหารชีวิตในที่สุด ชาวบ้านร่วมสมัยที่ยังอาศัยในพื้นที่บางคนที่ยังมีชีวิตอยู่เชื่อว่าซีอุยไม่ได้เป็นฆาตกรตัวจริง

ปัจจุบัน ศพของซีอุยเก็บไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “พิพิธภัณฑ์ซีอุย”


ภาพยนต์เกี่ยวกับประวัติของซีอุย ที่มา Youtube.com

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 16, 2015 in Uncategorized

 
 
%d bloggers like this: