RSS

อึ้งหนุ่มหล่อ ‘นักรักบี้’ ทีมชาติ เผชิญ ‘มะเร็งแปลก’ ผอม ท้องโต ไร้คนช่วยเหลือ

ได้ทราบข่างแล้วก็รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เดึ้นกับน้องเค้า ผมเองนั้นเคยได้ชมฝีไม้ลายมือเค้าในการเล่นในนามทีมชาติไทย และในระดับสโมสร ในฐานะท่เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในแดวงลูกหนำเลียบมาก่า 10 ปี ถึงแม้จะเป็นรบบนักเรยก็ตาม ขอแรงใจจากทุกฝ่ายได้ร่วมช่วเหือน้องเค้าด้วยนะครับ และขอเป็นกำลังใจให้น้องและครอบรัวครับ

นอกจากเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความล้มเหลวในการจัด ระบบของวงการกีฬาไทยอีกครั้ง ยังถือว่าเป็นเรื่องสะพรึงกลัวสำหรับนักกีฬาที่ใช้แร งปะทะกันมหาศาลอย่าง รักบี้ เมื่อเรื่องราวของอดีตนักกีฬารักบี้ ทีมชาติประเทศไทย วัย 28 ปี สร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันการศึกษาและประเทศชาติไทย ด้วยการคว้าแชมป์รักบี้ ชนิดที่นับไม่ถ้วนตลอดระยะเวลาทำหน้าที่รับใช้ชาติ.. .

แต่ กลับถูกทอดทิ้งไร้หน่วยงานใดเข้ามาดูแลมาเกือบ 1 ปีเต็ม นับตั้งแต่ล้มป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ โดยการสกรัมหนักๆ ตลอดระยะเวลาที่เล่น “รักบี้” เป็นหนึ่งในสาเหตุในการล้มป่วยใหญ่ครั้งนี้ ส่งผลหนุ่มรูปร่างนักกีฬาสูงใหญ่น้ำหนักเฉียด 100 ปัจจุบันลดลงกว่า 30 กิโลกรัม เนื่องจากมีความผิดปกติของฮอร์โมน คือ ตับมีขนาดใหญ่กว่าคนปกติ 3 เท่า มีก้อนเนื้อขึ้นที่ตับและไม่สามารถผ่าตัดได้ ผ่ายผอม แต่หน้าท้องมีขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายคนท้อง อาเจียนคลื่นไส้ระหว่างทานอาหาร และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ปัจจุบันในไทยมีผู้ปวยโรคนี้ไม่ถึง 50 คน จนมีคนไปพบข้อความเปิดใจใน http://facebook.com/abs.jeenjaitrong เขียนขอความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายที่มหาศาล จึงทำเสื้อยืด “รักต้องสู้” ขายเพื่อระดมทุนช่วยเหลือหนุ่มนักกีฬารักบี้ทีมชาติอ าภัพผู้นี้

หลัง จากสืบสาวเรื่องราวประวัติสุดเศร้ารอบๆตัวหนุ่มนักกี ฬารักบี้ที่ไร้หน่วยงาน ไหนมาเหลียวแล ไทยรัฐออนไลน์พยายามหาเบอร์ติดต่อ จนที่สุดก็มีโอกาสพูดคุยกับนายธนกรัณย์ จีนใจตรง หรือ แอ๊บ อดีตนักกีฬารักบี้ทีมชาติไทย ที่นอนล้มป่วยอย่างเดียวดายวัย 28 ปี ผู้นี้ เล่าความเป็นมาว่า ตนเป็นนักรักบี้ที่วชิราวุธตั้งแต่ม.3 โรงเรียนวชิราวุธ โดยเล่นตำแหน่ง Prop (กองหน้าตัวชน) ให้ทีมรักบี้ และด้วยความทุ่มเทและความสามารถพอขึ้น ม.6 ก็ได้ขึ้นเป็นทีมชาติรักบี้ชุดใหญ่

“ผมรับใช้โรงเรียน สมาคม ให้กับกีฬารักบี้มาเป็นระยะเวลานานนับ 10 ปี ก็ได้แชมป์เรื่อยๆ โดยตำแหน่งหลักของผม คือ Prop โดยเล่นกองหน้า เนื่องจากตัวใหญ่ โดนจะต้องใช้ศีรษะและร่างกายเข้าปะทะตลอดเวลายาวนานเ ป็นสิบๆ ปี กระทั่งจบออกมาและทำงานอยู่ที่ “สยามพาราก้อน” ระยะหนึ่ง วันหนึ่งก็รู้สึกปวดท้องมากๆ พอเข้าไปหาหมอก็บอกว่าผมเป็นมะเร็งตับ Neuroendocrine Tumor ชนิด Well Differentiated ซึ่งเกิดจากแรงกระแทกที่สะสมจากการเล่นกีฬา หลังจากหยุดเล่นกีฬาจึงมีอาการแสดงออกมา รวมถึงมีความผิดปกติของฮอร์โมน ลักษณะของโรค คือ ตับมีขนาดใหญ่กว่าคนปกติ 3 เท่า มีก้อนเนื้อขึ้นที่ตับ ไม่สามารถผ่าตัดได้”

ส่ง ผลให้จำเป็นต้องลาออกจากงานประจำที่ “สยามพาราก้อน” เพื่อหอบหิ้วจิตใจที่บาดเจ็บและร่างกายผ่ายผอมกลับไป ที่บ้านเกิด จ.พิษณุโลก เพื่อพักรักษาตัวเอง

“ระยะหลังอาการก็เริ่มทรุดลง น้ำหนักลงลดเกือบ 30 กิโลกรัม เดินไม่ได้ ต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียงนอนเพียงอย่างเดียว เงินที่เก็บออมมาก็เริ่มร่อยหรอ เงินที่บ้านก็เริ่มหมดลงไปเรื่อยๆ จึงเขียนสิ่งที่ผมต้องเผชิญและรายละเอียดค่าใช้จ่ายใ นแต่ละวันลงในเฟสบุ๊ค ส่วนตัว พอเพื่อนๆ พี่ๆ ที่รู้จักเห็นเข้าก็ตกใจโทรศัพท์มาสอบถามพร้อมกับเดิ นทางเข้ามาเยี่ยมและ ช่วยกันบริจาคเงินในการรักษา บางคนมีคอนเน็กชั่นมากก็ระดมทุนด้วยการทำเสื้อยืดขาย โดยให้ดาราเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อช่วยเหลือ” แอ๊บเล่าด้วยเสียงเหนื่อยหอบ บางช่วงน้ำเสียงหาย คล้ายจะขาดใจ

เมื่อถามถึงความช่วยเหลือของสมาคม รักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ (สรท.) และสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยนั้น แอ๊บตอบด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า สมาคมรักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทยบริจาคเงินมา 1 แสนกว่าบาท เพื่อเป็นการรักษา ส่วนโรงเรียนเก่าก็ช่วยเหลือเงินมาเล็กน้อย

“ผม คิดเสมอว่าจะต้องรักษาให้หาย ต้องกลับมาเดินให้ได้ ไม่ใช่แค่นอนล้มป่วยอยู่อย่างนี้ กินอะไรก็กินไม่ได้ เพราะคุณหมอเขาห้ามเยอะมาก ห้ามกินในสิ่งที่ผมชอบ สุดท้ายนี้ก็อยากจะฝากให้ทุกคนสู้ชีวิต ผมไม่ยอมแพ้แน่” เขากล่าวทิ้งท้ายเสียงแผ่วเบาปลายเสียงสะอื้นคล้ายคน ร้องไห้

ขณะ เดียวกันไทยรัฐออนไลน์ลองสอบถามไปยัง นายปรต สมรรคจันทร วชิราวุธ รุ่น 70 นักกีฬารักบี้ที่วชิราวุธ เพื่อนรุ่นพี่ที่กำลังระดมทุนเพื่อช่วยเหลือด้วยการท ำเสื้อยืดสโลแกนให้ กำลังใจว่า “รักต้องสู้” จำหน่าย กล่าวว่าอุปนิสัยเขาเป็นคนดี เป็นนักเรียนระดับแนวหน้า เป็นนักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติอย่างมากมาย แต่พอล้มป่วยกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะสมาคมศิษย์เก่าของโรงเรียนเราก็ช่วยเหลือเงิ นมาเพียงหนึ่งหมื่นกว่า บาท

“ปก ติแอ๊บเป็นคนเข้มแข็งมาก วันแรกที่พวกเราไปเยี่ยม เพราะเห็นในเฟสบุ๊คเขาก็บอกว่าไม่เป็นอะไรมาก เราก็รู้ว่าเขาอายสภาพที่เป็นอยู่ จากที่เคยเป็นนักกีฬารักบี้ทีมชาติ ร่างกายหล่อกำยำแข็งแรง แต่กลับมาซูบผอม ท้องโต เงินก็หมดไปกับการรักษา ครอบครัวเขาก็ไม่ได้ร่ำรวย โรงเรียนที่เขาสร้างชื่อเสียงก็ให้เงินช่วยเหลือเพีย ง 18,000 บาทเท่านั้น พอผมเข้าไปทวงถามก็ให้เหตุผลว่า ถ้ามีนักรักบี้เป็นแบบแอ๊บสัก 10 คน สมาคมก็เจ๊ง ผมก็ถามว่าทำไมพูดแบบนี้ เขาก็เลี่ยงรับปากว่าจะจัดงานระดมทุนช่วย แต่วันนี้เกือบ 1 ปีแล้วยังไม่เห็นงานช่วยเหลือแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่โรคนี้หมอก็บอกชัดเจนว่าเกิดจากเอฟเฟกต์การเล่นรั กบี้ที่ต้องถูกกระแทก หนักตลอดเวลา”

สุด ท้าย ตัวแทนนักกีฬารุ่นพี่ผู้นี้ กล่าวถึงสิ่งที่ต้องการว่า นอกจากกำลังใจแล้ว เรื่องจำนวนเงินบริจาคก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะว่าเขาใช้เงินในการรักษาทุกวันทุกอาทิตย์ โดยแต่ละอาทิตย์ก็จะมีค่าใช้จ่ายอาทิเช่น ค่า Scan Octo scan ราคา 59,050 บาท ค่ายาเข็มละ 68,000 บาท (ต้องใช้ 1 เข็มต่อ 1 เดือนเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน) ค่า Scan CT เดือนละ 1 ครั้ง 12,000 บาท ค่ารักษาโรคเดือนละ 10,000 บาท ค่าหมอเฉพาะทาง เดือนละ 60,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่โรงพยาบาลเดือนละ 30,000 บาท ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เดือนละ 20,000 บาท เป็นต้น

“ในส่วน ของสมาคมจริงๆ อยากเรียกร้องให้ร่วมมือให้ความช่วยเหลือมากกว่านี้ ถามว่าจะให้เท่าไหร่มันบอกไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าหมื่นแปดผมว่ามันน้อยไป ที่สุดแล้วอย่างที่คุณหมอบอกว่า โรคนี้อยู่ที่กำลังใจ “ปาฏิหาริย์” มีจริง ถ้าเราดูแลร่างกายดีๆ ก็มีสิทธิ์อยู่ได้ยาว ดังนั้นนอกจากการบริจาคเพื่อต่อชีวิตแล้ว ก็อยากให้ทุกคนส่งกำลังใจให้เขามากๆ” รุ่นพี่วชิราวุธกล่าวสรุปด้วยความตื้นตัน

Twitter : raydo_tharath

 

รัฐบาลไทย ชุดใหม่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

ภายหลังจากที่เมื่อสองวันก่อนมีการเลือกประธานสภาผู้แทนฯ ผ่านพ้นไปเรียบร้อย พร้อมกับรอยยิ้มของทุกคน (ไม่แน่ใจชอบกันทุกคนหรือเปล่า) ที่ได้เห็นนักการเมืองหน้าติดหนวดแอบเปลี่ยนป้ายที่นั่ง ระหว่างพรรคไหนคงได้รับทราบกันแล้วนะครับ วันนี้ (๕ สิงหาคม ๒๕๕๔) ก็เป็นลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ ซึ่งก็ไม่มีพลิกโผเป็นไปตามคาด นั่นคือนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งได้คะแนนจากสมาชิกสภาผู้แทน โดยเห็นชอบด้วยคะแนน ๒๙๖ เสียง ไม่เห็นชอบ ๓ เสียง และ งดออกเสียง ๑๙๗ เสียง ซึ่งในช่วงเย็นของวันนี้ก็คงจะได้รับพระราชองค์การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๘ ของไทยต่อไป

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 5, 2011 in Uncategorized

 

วันภาษาไทย 29 กรกฎาคม

          ภาษาเป็นระบบการสื่อสารที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องใช้ภาษาในการติดต่อ บอกความประสงค์ ความรู้สึกนึกคิด ถ่ายทอดประสบการณ์ และความรู้แก่กัน ภาษาไทยก็เป็นภาษาที่ใช้เป็นสื่อในการแสดงความรู้ ความคิด ประสบการณ์ และวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งมีลักษณะเด่นเฉพาะตัวและมีเอกลักษณ์แตกต่างจากภาษาอื่น ปัจจุบัน การใช้ภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านที่เป็นความงอกงามของภาษา และในด้านที่ตรงข้ามซึ่งควรปรับปรุงแก้ไข กล่าวคือภาษาไทยมีคำใช้มากขึ้น เหมาะแก่ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการต่างๆ ในขณะเดียวกันก็มีการใช้ภาษาอย่างมักง่าย มีการตัดคำตามสะดวก และใช้คำผิดหน้าที่ ปัญหาการใช้ภาษาไทยเป็นปัญหาที่เกิดมานาน และเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งมีผู้เพียรพยายามที่จะรักษาความถูกต้องเพื่อรักษามาตรฐานของภาษา จึงได้มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มหาวิทยาลัย โรงเรียน สื่อมวลชนทุกแขนง รวมทั้งผู้สนใจอนุรักษ์ภาษาได้ดำเนินการแก้ไขการใช้ภาษาที่ผิดๆ ด้วยวิธีการอันหลากหลายเพื่อส่งเสริมการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง เช่น การกำหนดให้มีการสอบวิชาภาษาไทย ในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธานและทรงร่วมอภิปราย ในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ หอประชุมคณะอักษรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ในงานวันกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสฯทรงเปิด อภิปรายในหัวข้อเรื่อง “ปัญหาการใช้คำไทย” และได้ทรงแสดงความห่วงใยการใช้ภาษาไทยดังความตอนหนึ่ง จากกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานในการทรงร่วมอภิปรายเรื่องปัญหาการใช้คำไทย ว่า “ภาษานั้นเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเป็นสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง เช่น ในทางวรรณคดี เป็นต้น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ให้ดี ประเทศไทยนั้นมีภาษาเป็นของเราเอง ซึ่งต้องหวงแหน ประเทศใกล้เคียงของเราหลายประเทศมีภาษาของตนเอง แต่ว่าเขาก็ไม่ค่อยแข็งแรง เขาต้องพยายามหาทางที่จะสร้างภาษาของตนเองไว้ให้มั่นคง เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาลจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้…” นอกจากนี้ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่บัณฑิต ซึ่งแสดงความห่วงใยถึงการใช้ภาษาไทย ดังความตอนหนึ่งว่า “ในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่า ได้มีการใช้ถ้อยคำออกจะฟุ่มเฟือยและไม่ตรงกับความหมายจริงอยู่เนืองๆ ทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี ถ้าปล่อยให้เป็นดังนี้ ภาษาของเราก็มีแต่จะทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดมาถึงเราทุกคน จึงมีหน้าที่จะต้องรักษาไว้ ฉะนั้น จึงขอให้บรรดานิสิตและบัณฑิต ตลอดจนครูบาอาจารย์ได้ช่วยกันรักษาและส่งเสริมภาษาซึ่งเป็นอุปกรณ์และหลักประกัน เพื่อความเจริญวัฒนาของประเทศชาติ” และในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าถวายฯ ชัยมงคล ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ดังความตอนหนึ่งว่า “นอกจากนั้นมีการเปลี่ยนแปลงของวรรณยุกต์ เสียงจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เสียงโทกลายเป็นเสียงตรี เสียงตรีกลายเป็นเสียงจัตวา เลยทำให้ฟังดูแปลก เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร…” ดังนั้นในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบ คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย จึงเห็นชอบและมีมติให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ตามการเสนอของทบวงมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง และสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ด้านภาษาไทย และเพื่อกระตุ้นให้สถาบันการศึกษา องค์กรหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนให้ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย และร่วมใจกันใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.lib.ru.ac.th/

 

กลับบ้านเราไปกราบคุณแม่กันเถอะ

วันอังคารที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๓ เวลาสายหน่อยประมาณสิบโมงกว่า หญิงคนหนึ่งที่ต้องอดทนและเฝ้าดูแลตนเองเป็นอย่างดีแม้ต้องลำบากต่อการดำรงชีวิตหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ร่วมกันสามีคู่ทุกข์คู่ยากและลูกสาววัยสองขวบกว่าๆ อีกหนึ่งคน โดยอาศัยบ้านเช่าในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ภายหลังจากที่เธอและสามีได้ย้ายจากถิ่นฐานบ้านเกิดในอำเภอคง เพื่อออกมาจากครอบครัวที่อบอุ่น ซึ่งมีคุณพ่อเป็นถึงกำนัน ในยุคนั้น เพื่อมาก่อร่างสร้างครอบครัว ซึ่งในวันนี้ (๕ พ.ค.๒๕๑๓) เป็นอีกวันที่เธอต้องได้รับความเจ็บปวด ซึ่งอาจจะหมายถึงชีวิต เพราะเธอจะต้องให้กำเนิดลูกอีกคนซึ่งยังไม่ทราบว่าจะเป็นเพศใด ผู้ทำคลอดสมัยนั้นเป็นหมอชาวบ้าน (หมอตำแย หรือ ปราชญ์ชาวบ้าน) จากวันนั้นถึงวันนี้ล่วงเลยมาเลยสี่สิบเอ็ดปี เธอก็ยังเฝ้าดูแลหรือติดตามข่าวคราวของเด็กคนนั้นตลอด แม้ ณ วันนี้เด็กคนนั้นจะได้ก้าวออกมาสร้างชีวิตครอบครัวใหม่แล้ว พร้อมประกอบอาชีพที่สุจริตรับราชการครู แต่ทุกลมหายใจของเธอผู้นั้นก็ยังคงมีแต่ลูกทั้งสามคน (คนสุดท้องห่างจากคนที่สองหกปี ในเวลาต่อมา) ถึงแม้ลูกจะมีครอบครัวกันหมดแล้วแต่เธอก็ยังคงมองเค้าทั้งหมดเป็นเด็กอยู่ดี เพราะด้วยความรักความห่วงใย ผมเองก็คือเด็กคนนั้นที่ ณ วันนี้ได้มีอาชีพที่สุจริต มีการศึกษาที่สูง ก็ด้วยความที่ได้รับไอรักอันอบอุ่นจากท่าน (ทั้งสอง คุณแม่และคุณพ่อ) วันแม่ปีนี้ผมจะไปกราบท่าน หลังจากที่ต้องติดภารกิจเรื่องการงานมาตลอดสี่ถึงห้าปี ไม่มีโอกาสได้ไปกราบด้วยตนเอง ทำได้เพียงให้พี่สาวและน้องชายเป็นตัวแทนมอบดอกมะลิให้เท่านั้น ปีนี้ความตั้งใจของผมในปีนี้ต้องการให้ท่านได้ชื่นชมกับตำแหน่งที่ได้รับในระดับชำนาญการพิเศษ ภายหลังจากที่ท่านเฝ้ารับชื่นชมมาเกือบปีครึ่ง วันนี้ผมมีบทเพลงเกี่ยวกับแม่มาฝากทุกท่านจากการเข้าไปค้นหามา เพื่อที่ส่วนหนึ่งจะนำไปให้คุณครูในโรงเรียนอนุบาลองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร ได้สำหรับจัดกิจกรรมให้กับนักเรียน ลองดูนะครับ ดูแล้วคิดถึงแม่ เราจะได้กลับไปพบท่านพร้อม ๆ กันในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๔

เนื้อเพลง อิ่มอุ่น อุ่นใดใดโลกนี้ไม่มีเทียบเทียม อุ่นอกอ้อมแขน อ้อมกอดแม่ตระกรอง รักเจ้าจึงปลูกรักลูกแม่ย่อมห่วงใย ไม่อยากจากไปไกล แม้เพียงครึ่งวัน ให้กายเราใกล้กัน ให้ดวงตาใกล้ตา ให้ดวงใจเราสองเชื่อมโยงผูกพัน อิ่มใดใดโลกนี้ไม่มีเทียบเทียม อิ่มอกอิ่มใจ อิ่มรักลูกหลับนอน น้ำนมจากอกอาหารของความอาทร แม่พร่ำเตือนพร่ำสอน สอนสั่ง ให้เจ้าเป็นเด็กดี ให้เจ้ามีพลัง ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป ใช่เพียงอิ่มท้อง ที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น อุ่นไอรัก อุ่นละมุน ขอน้ำนมอุ่นจากอก ให้ลูกดื่มกิน

เพลงลูกแม่

*********

 กว่าจะคลอด กว่าจะคลาน กว่าจะผ่านมาคิดดู

ที่ฉันมีเลือด นักสู้เพราะฉันเคยอยู่ในท้องชาวนา

ฉันเกิดมาจากความรัก ฉันโตมาจากน้ำใจ

รักของแม่แสนสดใส คือความยิ่งใหญ่สู่ผองชน

ยามฉันเจ็บแม่เจ็บกว่าฉัน

แม่บากบั่น แม่ทุกข์แม่ทน

ยามมีไข้แม่ไถ่ถอน

ก่อนจะนอนแม่สอนสวดมนต์

*ฉันจึงมีความรักให้คนทุกคน ฉันจึงมีน้ำใจให้คนทุกคน

แม่ห่วงลูกอยู่อยู่ทุกแห่งหน แม่อ่อนโยนดับความดื้อดึง

พระคุณมากเกินคณานับ ลูกขอกราบด้วยความซาบซึ้ง

รักของแม่ยังติดตรึง เป็นคนดีที่หนึ่งในดวงแด

ลูกจะทนบนทางชีวิต

ไม่ทำผิด ไม่อ่อนแอ

ทุกข์ปานใดลูกจะไม่ยอมแพ้

จะเป็นคนดีของแม่ตลอดไป

 

อาลัย หมอเสม พริ้งพวงแก้ว สิ้นด้วยโรคชราวัย 100 ปี

         ตื่นเช้ามาวันนี้พบข่าวเศร้าของความสูญเสียบุคคลสำคัญของชาติเราแล้วรู้สึกใจคอไม่ดีเลยครับ เมื่อทราบว่าประเทสไทยเราสูญเสีย คุณหมดเสม พริ้งพวงแก้ว เสียแล้ว ยอมรับว่านับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้ง เพราะท่านเป็นบุคคลๆ หนึ่งที่ทำคุณประโยชน์ให้เกิดแก่บ้านเมืองเราอย่างมากมาย ในฐานะของลูกหลานของความเป็นพลเมืองไทยคนหนึ่งผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของท่านตลอดจนหลายๆ ท่านที่รักท่านและคุณความดีที่ท่านได้สร้างไว้ก็จะส่งผลดีต่อตัวท่านและครอบครัวอันเป็นที่รักของท่านต่อไป ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปในครั้งนี้ครับ

หมอเสม พริ้งพวงแก้ว สิ้นด้วยโรคชราวัย 100 ปี

หมอเสม พริ้งพวงแก้ว สิ้นด้วยโรคชราวัย 100 ปี

สิ้น “หมอเสม พริ้งพวงแก้ว” ปูชนียบุคคลทางการแพทย์ ด้วยโรคชราและติดเชื้อในกระแสเลือด สิริอายุ 100 ปี 37 วัน

เจ้าหน้าที่ ร.พ.ราชวิถี เปิดเผยว่า น.พ.เสม พริ้งพวงแก้ว ปูชนียบุคคลของวงการแพทย์ ได้สิ้นลมอย่างสงบแล้วที่ ร.พ. ด้วยโรคชรา และติดเชื้อในกระแสโลหิต สิริอายุรวมได้ 100 ปี 37 วัน โดยทางญาติและลูกศิษย์ จะทำพิธีตั้งสวดพระอภิธรรมศพ ที่วัดธาตุทอง

สำหรับประวัติของ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เกิดที่บ้านเลขที่ 2245 ถนนรองเมืองซอย 4 (ปัจจุบันเรียกซอย 1) อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ในขั้นปฐมศึกษาเรียนที่โรงเรียนวัดบรมนิวาส ใกล้บ้าน เป็นเวลา 4 ปี และเข้าเรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ อีก 8 ปี จนจบชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 8 ในระหว่างเรียน นายเสม ได้รับทุนการเรียนประเภท หมั่นเรียนมาโดยตลอด เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 8 แล้ว โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ นายเสม ได้เข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล) เป็นเวลา 6 ปี ได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เมื่อ ปี พ.ศ.2478 หลังจบการศึกษาแพทย์ปริญญาแล้ว นายแพทย์เสม ก็ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมนี

นอกจากนี้ยังได้ไปร่วมประชุมและดูงานในประเทศต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐฯ บราซิล สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ออสเตรีย นิวซีแลนด์ รวมทั้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ประวัติและผลงานของท่าน

          นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว (31 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 – 8 กรกฎาคม พ.ศ.2554 ) นายแพทย์ผู้บุกเบิกการแพทย์ชนบท และการแพทย์สมัยใหม่ นักการสาธารณสุข ผู้ร่วมจัดทำแผนสาธารณสุขแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นักคิดเพื่อสังคม ผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของบ้านเมืองทั้งด้านการแพทย์ การสาธารณสุขและด้านการศึกษามานานกว่ากึ่งศตวรรษ

         ชีวิตในวัยเยาว์และการศึกษา

นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้วเป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เกิดที่บ้านเลขที่ 2245 ถนนรองเมืองซอย 4 (ปัจจุบันเรียกซอย 1) อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ในขั้นปฐมศึกษาเรียนที่โรงเรียนวัดบรมนิวาสใกล้บ้านเป็นเวลา 4 ปี และเข้าเรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์อีก 8 ปี จนจบชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 8 ในระหว่างเรียน นายเสมได้รับทุนการเรียนประเภทหมั่นเรียนมาโดยตลอด

เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 8 แล้ว โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ นายเสมได้เข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล) เป็นเวลา 6 ปี ได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เมื่อ ปี พ.ศ. 2478 หลังจบการศึกษาแพทย์ปริญญาแล้ว นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้วก็ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษและประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ยังได้ไปร่วมประชุมและดูงานในประเทศต่างๆ ทั้งในสหรัฐฯ บราซิล สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ออสเตรีย นิวซีแลนด์รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

นอกจากด้านการแพทย์แล้ว นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ยังได้ศึกษาด้านทันตกรรมเพิ่มเติมจากศาสตราจารย์สี สิริสิงห์อีกด้วยเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในชนบทได้ด้วย

การทำงานในระยะแรกแห่งชีวิต

หลังจบการศึกษาด้านการแพทย์ ในปี พ.ศ. 2478 นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้วก็ได้ออกไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัดทันที่โดยไปจัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศขึ้นที่อำเภออัมพวา สมุทรสงครามเพื่อต่อสู่กับการระบาดของโรคอหิวาตกโรคจนโรคสงบลง ในปีต่อมาก็ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์เป็นเวลา 2 ปี และที่นี่เองที่ท่านได้เริ่มงานศัลยกรรมและงานทันตกรรมเป็นครั้งแรกในชนบท

     ชีวิตการทำงานในเชียงราย

อาจกล่าวได้ว่า ช่วงชีวิตที่สมบุกสมบันและลำบากที่สุดในการทำงานของท่านคือที่จังหวัดเชียงราย เมื่อย้ายมาประจำที่จังหวัดเชียงรายเมื่อ พ.ศ. 2480 ก็ต้องมารณรงค์ร่วมกับข้าหลวงประจำจังหวัดคือพระพนมนครานุรักษ์และกรรมการจังหวัด รวมทั้งธรรมการจังหวัดคือ บ. บุญค้ำ เพื่อนร่วมงานบุกเบิกซึ่งต่อมาท่านได้ช่วยชีวิตไว้ระหว่างสงคราม ร่วมกับพ่อค้าประชาชนร่วมกันบริจาคเงินสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดจนเป็นผลสำเร็จ แม้จะใช้เวลามากกว่า 10 ปี โรงพยาบาลประจำจังหวัดเชียงรายจึงได้รับการตั้งชื่อว่า “โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์” ซึ่งสร้างโดยเงินบริจาคของประชาชน 100 %

ผลงานโดยสังเขปที่จังหวัดเชียงราย

เชียงรายเมื่อ 70 ปีก่อนนั้นขาดแคลนนายแพทย์มาก บ้านเมืองและโครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่พร้อม ข้าราชการ โดยเฉพาะคณะกรรมการจังหวัดในสมัยนั้นจึงต้องร่วมมือกันทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา
ระหว่าง พ.ศ. 2484-พ.ศ. 2488 นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้วต้องทำงานอย่างหนักเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นนายแพทย์ที่ทุกคนต้องพึ่งพา แม้กระนั้น ท่านก็ยังสามารถวางรากฐานด้านการแพทย์และสาธารณสุขไว้มากพอสรุปได้ดังนี้

ทำหน้าที่เป็นแพทย์ผู้ปกครองโรงพยาบาลและผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

ร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัด สร้างนิคมโรคเรื้อนแม่ลาว ตำบลธารทอง อำเภอพาน ด้วยที่ดิน 1,000 ไร่

เริ่มการรักษาโรคทางศัลยกรรมชนบทกับโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ โรคคอพอกในประชาชน ซึ่งเป็นกันถึง 50% ของจำนวนประชากร

เริ่มการป้องกันโรคคอพอกในจังหวัดเชียงรายโดยการให้ไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์และในเด็ก ทำการสำรวจไอโอดีนในน้ำ ผัก และอาหารและสร้างอาสาสมัครสาธารณสุขในหมู่บ้านเพื่อการให้ไอโอดีน

สร้างเจ้าหน้าที่เสนารักษ์จากกองทัพให้เป็นผู้ช่วยในการผสมยาต่าง ๆ เพราะไม่มีเภสัชกร รวมทั้งสร้างให้เป็นเจ้าหน้าที่ช่วยในห้องผ่าตัด และในการเป็นผู้ให้ยาระงับความรู้สึกด้วยการดมทางจมูก

จัดสร้างตึกสูติกรรม นรีเวชกรรม ให้แม่มาคลอดบุตรในโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย

สร้างตึกพนม นครานุรักษ์สำหรับเป็นอาคารสงฆ์อาพาธแยกจากประชาชน

เริ่มการให้บริการทางทันตกรรมในชนบทแก่นักเรียนและประชาชนทั่วไป

ชักชวนคหบดีในตลาดบริจาคเงินสร้างตึกผ่าตัดโดยเฉพาะ รวมทั้งบริษัทยาสูบอังกฤษ-อเมริกันที่ให้ทุนสร้างอาคารผู้ป่วยพิเศษ และผู้ป่วยทั่วไป

สร้างอาคารสำหรับรังสีวิทยาด้วยเงินทุนของโรงพยาบาลและได้ขอให้เทศบาลเมืองเชียงรายสนับสนุนสร้างอาคารครัว โรงซักฟอก และสถานที่เก็บศพ

ธนาคารเลือดแห่งแรกและการสาธารณสุขขั้นมูลฐานของเชียงราย

เมื่อ พ.ศ. 2493 นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้วได้จัดตั้งธนาคารเลือดขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่จังหวัดเชียงราย

จัดทำสถานีอนามัยที่มีบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมแล้วไปทำหน้าที่ให้บริการสาธารณสุขขั้นมูลฐานเป็นครั้งแรกที่กิ่งอำเภอแม่สาย อำเภอเทิง อำเภอเชียงของและอำเภอพะเยา

จัดให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลออกเยี่ยมประชาชนในวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ

กิจกรรมทางการแพทย์ในระหว่างสงคราม

นอกจากการปฏิบัติราชการยามปกติแล้ว ในช่วงสงครามอินโดจีน นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้วก็ได้ร่วมปฏิบัติการพอสรุปได้ดังนี้

สงครามเรียกร้องดินแดนคืน พ.ศ. 2483 มีการทดลองใช้น้ำมะพร้าวอ่อนช่วยชีวิตผู้ขาดน้ำในป่าลึกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

การศึกษาต้นกาสามปีก (Vitex Peduncularis) ในการรักษาโรคไข้จับสั่นในทหารและพลเรือน

การศึกษาต้นโมกหลวงในการรักษา Amaebic Dysentery ด้วย Holarrena Antidysenterica ในทหารและพลเรือน

การเตรียมควินินไฮโดรคลอไรด์รักษาไข้จับสั่นขึ้นสมอง

การเตรียม morphine ใช้ในโรงพยาบาล

ช่วงกลางแห่งชีวิต – การย้ายเข้ากรุงเทพฯ

นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นที่รู้จักและเป็นที่เคารพนับถือของชาวเชียงรายอย่างหาที่เปรียบได้ยาก ความมุมานะและความคิดริเริ่มต่างๆทำให้เชียงรายมีความเจริญด้านการแพททย์มากขึ้น จึงนับเป็นข้าราชการที่มีความสามารถสูงผู้หนึ่ง ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2494 กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์ออกคำสั่งย้ายนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว จากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง หน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พญาไท (ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลราชวิถี) และได้ดำรงตำแหน่งต่างๆ เป็นลำดับดังนี้

เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์ กรมการแพทย์

เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้การช่วยเหลือทางการแพทย์และการสาธารณสุขทั่วประเทศ รวมทั้งมหาวิทยาลัยแพทย์

ติดต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาขอผู้เชี่ยวชาญทางโลหิตวิทยาศึกษาโรค Thalassemia ในประเทศไทย

ร่วมสร้างผลงานจนได้เป็นศาสตราจารย์ไทยที่เป็นผู้ชำนาญการในโรคนี้จนปัจจุบันรู้จักกันทั่วโลก

จัดคณะแพทย์และพยาบาลมาช่วยพัฒนาการปฏิบัติการทางด้านศัลยกรรมที่โรงเรียนแพทย์

ร่วมมือกับศาสตราจารย์เบน ไอซแมนส์ แต่งตำราศัลยศาสตร์ทั่วไปด้วยเงินทุน M.S.A.

พ.ศ. 2494 เริ่มจัดตั้งธนาคารเลือดแห่งแรกในพระนครโดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การ M.S.A. สหรัฐอเมริกา ทำให้ประเทศไทยมีเลือดให้ผู้ป่วยเป็นชนิดเลือดสดและน้ำเหลืองแห้งทั้งแข็งและเป็นผง ส่งให้โรงพยาบาลทั้งในพระนครและต่างจังหวัด ได้เปิดการอบรมเจ้าหน้าที่พยาบาลเป็นผู้ชำนาญในการถ่ายเลือด โดยศึกษา 1 ปี ในตำแหน่งชั้นตรี พร้อมกับผลิตตำราเพื่อตั้งและบริหารธนาคารเลือดในโรงพยาบาลต่าง ๆ ในพระนครและชนบท

จัดตั้งโรงเรียนพยาบาลวิสัญญีทางการให้ยาระงับความรู้สึกทั่วประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ปีนี้ ศึกษาเป็นเวลา 1 ปี ได้ตำแหน่งชั้นตรี

สร้างตำราวิสัญญีพยาบาลเป็นคู่มือในการศึกษาจนถึงปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 44 มีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนพันกว่ารายทำงานในโรงพยาบาลต่าง ๆ ในปัจจุบัน กิจการการสอนการอบรมทางประสบการณ์ได้เพิ่มความเข้มข้นขึ้นในปี พ.ศ. 2499 เป็นต้นมา

พ.ศ. 2494 – พ.ศ. 2543 ก่อตั้งโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์ กรมการแพทย์ เริ่มต้นที่โรงพยาบาลกลาง โดยท่านอธิบดีกรมการแพทย์ เมื่อ พ.ศ. 2489 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย พ.ท.นายแพทย์ นิตย์ เวชวิศิษฎ์ (หลวงเวชวิศิษฎ์) ผู้เชิญ น.ส. มณี สหัสสานนท์ แห่งโรงพยาบาลศิริราช มาเป็นอาจารย์ผู้ปกครอง กิจการได้เจริญก้าวหน้าเมื่อย้ายโรงเรียนมาอยู่ในบริเวณโรงพยาบาลหญิง

ได้มีการส่งครูพยาบาลไปเรียนต่างประเทศ ได้ปริญญาโททางการพยาบาล จำนวน 12 คน ปริญญาเอกทางการพยาบาล 1 คน

หน่วยงานของ M.S.A. สหรัฐอเมริกา และ W.H.O. ให้การสนับสนุนให้อาจารย์พยาบาลจากต่างประเทศ 3 คนมาช่วยปรับปรุงโรงเรียนพยาบาลซึ่งต่อมาได้ผลิตครูพยาบาลให้โรงเรียนพยาบาลและผดุงครรภ์ที่จังหวัดพิษณุโลก นครราชสีมา และอุบลราชธานี และโรงพยาบาลในต่างจังหวัดอื่นๆ ได้ส่งนักเรียนพยาบาลมาเรียนเพื่อกลับไปเป็นพยาบาลทั้ง 72 จังหวัด นักศึกษาจากโรงเรียนต่อ ๆ มาเป็นคณบดีคณะพยาบาลหลายแห่งด้วยกัน

ปัจจุบันมีผู้สำเร็จจากโรงเรียนพยาบาลกว่า 20,000 คนแล้ว

พ.ศ. 2497 รัฐบาลออสเตรเลีย โดย ฯพณฯ Lord Casey ข้าหลวงใหญ่รัฐบาล ออสเตรเลียเชิญไปหารือด้านการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศ แล้วจัดรถพยาบาลจำนวน 78 คัน ให้ทุกโรงพยาบาลในประเทศ ใน พ.ศ. 2504

กำเนิดโรงพยาบาลหญิงและโรงพยาบาลเด็ก

พ.ศ. 2496 – 2500 อธิบดีกรมการแพทย์ พ.ท. นิตย์ เวชวิศิษฎ์ได้เสนอความเห็นถึงนายกรัฐมนตรีให้เร่งสร้างโรงพยาบาลหญิงและโรงพยาบาลเด็ก และวิทยาลัยพยาบาลผดุงครรภ์ ทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีโรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข มีโอกาสได้รับบริการทั่วหน้าได้

เนื่องจากโรงพยาบาลหญิงมีเด็กคลอดวันละ 50 – 70 คน เด็กจำนว20,000 คน คลอดที่โรงพยาบาลแห่งนี้ทุกปี เด็กคลอดมีทั้งเด็กมีร่างกายปกติและมีร่างกายพิการ ทางราชการจึงเห็นความจำเป็นในการจัดตั้งโรงพยาบาลเด็กขึ้นในพื้นที่ 20 ไร่ ติดกับโรงพยาบาลหญิง เพื่อศึกษาและให้บริการแก่ประชาชนวัยเด็กที่มีความสำคัญต่อชาติเมื่อ พ.ศ. 2497

ในปี พ.ศ. 2500 ประชากรเด็กเพิ่มปีละ 3.3 ในร้อยคน รัฐบาลเห็นความสำคัญในการให้บริการแก่เด็กไทย โดยนอกจาการสร้างโรงพยาบาลเด็กแล้วก็สร้างสถานอนุเคราะห์เด็กที่บ้านราชวิถีขึ้นด้วย

การฝึกแพทย์ประจำบ้าน

จำนวนแพทย์ที่มีความรู้เรื่องเด็กมีความจำเป็น โรงพยาบาลเด็กด้วยความร่วมมือของ W.H.O. ได้จัดการอบรมแพทย์โรคเด็กขึ้นใน พ.ศ. 2500 เป็นการฝึกแพทย์ประจำบ้าน (Residency Training) ขึ้นในประเทศไทย ใช้เวลาเรียนติดต่อกันอีก 3 ปี เป็นต้นมาจนปัจจุบัน

การจดทะเบียนและเวชเบียน

พ.ศ. 2497 W.H.O. องค์การอนามัยโลกเห็นความสำคัญของระบบการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ จึงส่ง ศาสตราจารย์ ดร. วู๊ดบิวรี (Prof. Woodbury Ph.D.) ผู้เชี่ยวชาญทางการสถิติที่ปฏิบัติงานติดตามผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต ณ เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ภายหลังการทิ้งระเบิดปรมาณู ที่ทำและติดตามทะเบียนผู้ป่วยที่ถูกแสงและมีชีวิตอยู่จนเป็นผลดีต่อทางราชการ ให้มาเป็นผู้ริเริ่มจัดการเวชเบียนผู้ป่วยขึ้นเป็นแห่งแรกที่โรงพยาบาลเด็ก โดยใช้เครื่อง IBM เป็นครั้งแรกในประเทศไทย จนเป็นแบบอย่างจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลเด็กได้จัดส่งนายแพทย์ไทยไปเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาจนได้ปริญญาเอกทางนี้มาทำงานในประเทศ โดยเริ่มที่โรงพยาบาลรามาธิบดี

การสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดและการตั้งวิทยาลัยศัลยแพทย์นานาชาติ

ภายใน 4 ปีรัฐบาลสามารถสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดได้ครบทุกจังหวัด

พ.ศ. 2497 ได้จัดตั้งสมาคมศัลยแพทย์นานาชาติแห่งประเทศไทย (International College of Surgeons – Thai) ทำให้ศัลยแพทย์ทั่วโลกได้รู้จักการเรียนและปฏิบัติงานทางศัลยกรรมในประเทศดีพอที่จะส่งศัลยแพทย์ไปศึกษาวิชาศัลยกรรมในต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น

ประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่ในสมาคม International Society of Surgery ซึ่งเป็นสมาคมศัลยกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ทำให้ศัลยแพทย์ทั่วไปในโลกเข้าใจขีดการปฏิบัติงานและการฝึกอบรมศัลยแพทย์ไทยดียิ่งขึ้น

เปิดการประชุมและสัมมนาทางวิชาการระหว่างประเทศ เริ่มขึ้นต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

เวชสารการแพทย์และผลงานอื่นๆ

จัดทำหนังสือทางวิชาการเป็นนิตยสาร “เวชสารการแพทย์”

พ.ศ. 2505 ได้ทำการผ่าตัดเด็กฝาแฝดไทยในเวลา 10 ปี ได้เป็นผลสำเร็จที่เป็นแฝดสยาม (Siamese Twin) จำนวน 5 คู่

ได้ทำการศึกษาฝาแฝดไทยคู่แรก นายอิน-นายจันทร ผู้ใช้นามว่า Buncker อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 100 กว่าปีมาแล้ว

ปัจฉิมวัย-การเป็นแพทย์เวชปฏิบัติส่วนตัว

การปฏิบัติวิชาชีพแพทย์ทั้งในภูมิภาคและในกรุงเทพฯ ที่ได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมานานทำให้นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ตัดสินใจออกจากราชการมา เป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปเป็นเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2506 – พ.ศ. 2516) โดยมีสำนักงานอยู่ที่ เลขที่ 103 ถนนสุขุมวิท ระหว่างซอย 5 และซอย 7 โดยแบ่งพื้นที่ชั้นบนให้บุตรชายที่เป็นสถาปนิกใช้เป็นสำนักงานออกแบบ ซึ่งต่อมาได้เจริญรุ่งเรืองในชื่อของ “บริษัทดีไซน์ 103” ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน และในช่วงนี้เอง ท่านก็ยังได้ใช้ชีวิตในปัจฉิมวัยทำคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างมากมาย ทั้งด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การศึกษาและการเมือง อาทิ

งานในศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

เป็นประธานกรรมการทางวิชาการ

จัดพิมพ์เอกสารการประชุมทางวิชาการ

เป็นกรรมการส่งเสริมผู้บริจาคโลหิต

เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมผู้บริจาคโลหิต

แนะนำให้แพทย์ทางโลหิตวิทยาใช้ factor จากผลิตภัณฑ์น้ำเหลืองในประเทศไทยในการรักษาโรคโลหิตออกง่ายแบบฮีโมฟิเลีย ให้พ้นจากเชื้อโรคเอดส์ที่พบในผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ

ประวัติด้านการเมือง

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย สมัยรัฐบาล ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

จัดโครงสร้างใหม่ในกระทรวงสาธารณสุขและการกระจายอำนาจโดยความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

จัดทำแผนสาธารณสุขแห่งชาติด้วยความร่วมมือของ W.H.O. และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ

พ.ศ. 2517เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

เป็นที่ปรึกษาคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

เป็นสมาชิกวุฒิสภา

เป็นประธานกรรมการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย สมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

สร้างโรงพยาบาลประจำอำเภอ จำนวน 660 แห่ง

สนับสนุนหลักการ “สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543” (Health for all by the year 2000)

สนับสนุนหลัก 10 ประการของการสาธารณสุขมูลฐานให้สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543

จัดทำ จ.ป.ฐ. ความจำเป็นพื้นฐาน 8 ตัว ให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมใช้เป็นหลัก

งานในสำนักงานการศึกษาแห่งชาติ

เป็นกรรมการสำนักงานการศึกษาแห่งชาติ

ช่วยโอนการประถมศึกษา จากกระทรวงมหาดไทย กลับมาอยู่กระทรวงศึกษาธิการ ในสมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยศาสตราจารย์ ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต เป็นเลขาธิการ

เกียรติคุณ

ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล

แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล

แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สังคมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

มหาวชิรมงกุฎ

ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ

เหรียญชัยสมรภูมิ

เหรียญอาษากาชาดชั้น 1

เหรียญราชวัลลภ

งานสังคมในอดีต – ปัจจุบัน

ประธานมูลนิธิต่าง ๆ สหทัยมูลนิธิ / มูลนิธิเด็ก (ประธานที่ปรึกษา) /มูลนิธิพัฒนาเด็ก / มูลนิธิพัฒนาการแพทย์แผนไทย /มูลนิธิสุขภาพไทย /มูลนิธิหมอชาวบ้าน /มูลนิธิมณี สหัสสานนท์ /มูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร จุฑาธุช (รองประธาน) /มูลนิธิแพทย์ชนบท /มูลนิธิแสงสว่าง /มูลนิธิ ดร. โอกุระ (อยู่กับสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย) มูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว พ.ศ. 2538 /ประธานกรรมการคัดเลือกทุนอานันทมหิดล ด้านการแพทย์ (พ้นตำแหน่งแล้ว) /โครงการรางวัลปรีดี พนมยงค์ สำหรับบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านประชาธิปไตยและสันติภาพ เป็นประธานอนุกรรมการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 361/2540 และ ที่ 145/2541 /เสมสิกขาลัย (Sem Spirit in Education Movement) เป็นองค์กรที่คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ตั้งขึ้นด้วยเงินจากการได้รับรางวัลเคียงข้างโนเบลเพื่อการศึกษาเลือกอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาและรูปแบบเพื่อความสุขทางใจและความมั่นคงในชีวิต เพื่อนเสม คือ ผู้มีอุดมการณ์ร่วมกันเพื่อประโยชน์ต่อสังคมทั้งในเมืองและชนบท / ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว และ Project HOPE Thailand โดยมี Ms. Akiko Otani จากประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ความช่วยเหลือ

โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ด้านโรคหัวใจ

โรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ด้านโรคเด็ก เอช.ไอ.วี. โรคทางหลอดลมเรื้อรัง และการให้คำปรึกษา

โรงพยาบาลหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ด้านโรคหลอดลมเรื้อรัง /

การช่วยเหลือประเทศใหม่ ติมอร์ตะวันออก มีกรรมการช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมโดยมี ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ตามคำขอของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ขอบริจาคยา เวชภัณฑ์ และสิ่งก่อสร้างที่พักอาศัย วันที่ 7 ตุลาคม 2542 / เป็นประธานก่อสร้างอนุสรณ์วีรชน 14 ตุลาคม 2516 บริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน

เกียรติพิเศษ

นายกสมาคมวิชาชีพ

นายกสมาคมศัลยแพทย์นานาชาติแห่งประเทศไทย

นายกสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติ

นายกสมาคมแพทย์แห่งประเทศไทย

นายกพิเศษแห่งแพทยสภา

ประธานราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย

หนังสือที่รำลึก

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติและองค์การอนามัยโลก จัดพิมพ์หนังสือ “เกียรติประวัติแพทย์ไทย ฝากไว้ให้ชนรุ่นหลัง ชีวิตและงานของนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว” (สิงหาคม 2537)

โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จัดพิมพ์หนังสือเสม พริ้งพวงแก้ว ในโอกาสครบ 60 ปี ของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อประโยชน์ของประชาชนจังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง

หนังสือที่ระลึกพิธีเปิดอาคารอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 27 สิงหาคม 2540 นายประกอบ ดำริชอบ นายอำเภออัมพวา กล่าวถึงผลงานของนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ที่สร้างโรงพยาบาลเอกเทศ พ.ศ. 2478

บุคคลดี

พ.ศ. 2526 พ่อตัวอย่าง

พ.ศ. 2532 เหรียญ Health for All จาก W.H.O.

พ.ศ. 2534 โล่ Asia Pacific Consortium as Physician Teacher Innovator

พ.ศ. 2534 บุคคลดีเด่นแห่งชาติด้านพัฒนาสังคม

พ.ศ. 2535 บุคคลดีเด่นด้านสาธารณสุข

สมาชิกกิตติมศักดิ์สโมสรโรตารี่แห่งประเทศไทย

พ.ศ. 2540 รางวัลประกาศเกียรติคุณ “คนดีศรีสยาม” จาก สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย

กิจกรรมทางการแพทย์พิเศษในอดีต

ประธานกรรมการถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงประชวร พ.ศ. 2525 ถึง พ.ศ. 2531

ประธานกรรมการถวายการผ่าตัดพระครรภ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

กรรมการดูแลการสาธารณสุขในพระบรมมหาราชวัง

บั้นปลายแห่งชีวิตและชีวิตครอบครัว

นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว นับเป็นผู้มีสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจที่ดีเยี่ยม ด้วยวัย 100 ปี ท่านยังเดินเหินเป็นปกติและยังสามารถเข้าร่วมการแสดงความคิดเห็นต่างๆ อยู่มิได้ขาด ท่านเป็นผู้มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ

นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้วสมรส สมรสกับ คุณแฉล้ม พริ้งพวงแก้ว พยาบาลคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมามากกว่า 70 ปี มีบุตรชายด้วยกัน 3 คน และบุตรหญิง 2 คน หนึ่งในนั้นคือคุณชัชวาลย์ พริ้งพวงแก้ว สถาปนิกดีเด่นของสมาคมสถาปนิกสยามฯเจ้าของผู้ก่อตั้งบริษัทดีไซน์ 103 ที่มีชื่อเสียง คุณแฉล้ม พริ้งพวงแก้ว เพิ่งถึงจากไปด้วยโรคชราเมื่อปี พ.ศ. 2549 ที่ผ่านมา

แหล่งข้อมูล
สนุกดอทคอม
วิกีพีเดีย

 

10ก.ค.เริ่มทำบัตรประชาชนเด็ก

10 กรกฎาคม นี้เริ่มทำบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับเด้กอายุตั้งแต่ 7 ขวบขึ้นไปแล้วนะครับ

มท.พร้อมเดินสายจัดทำบัตรประชาชนเด็ก เร่งประสานทุกโรงเรียนเตรียมพร้อม ก่อนถ่ายรูปทำบัตรประชาชนใบแรก

วันนี้ ( 6 ก.ค.) นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร รองอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการทำบัตรประชาชนเด็ก 7 ขวบว่า ตามที่มีการออก พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2554 กำหนดให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 7-70 ปี ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน ในวันที่ 10 ก.ค.นี้ จะมีการเปิดบริการให้เด็กอายุตั้งแต่ 7-14ปี ทำบัตรประชาชนทั่วประเทศ ประมาณ 8 ล้านคน โดยผู้ปกครองสามารถเป็นผู้ยื่นคำร้องขอมีบัตรแทนได้ หรือตัวเด็กแสดงความจำนงขอมีบัตรเองก็ได้ ซึ่งตอนนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที )  ได้ทยอยส่งบัตรมาให้ที่กรมการปกครองประมาณ 25 ล้านใบ เชื่อว่าบัตรสมาร์ทการ์ดจะมีจำนวนเพียงพอ ขณะนี้กรมการปกครองมีความพร้อม 100 %ที่จะให้บริการ

นายนิรันดร์ กล่าวต่อว่า การเปิดให้บริการทำบัตรประชาชนเด็กอายุ7-14 ปี อาจทำให้มีคนมาทำบัตรกันจำนวนมาก ดังนั้นจะให้สำนักงานเขต ที่ว่าการอำเภอ ได้เปิดบริการวันเสาร์และวันอาทิตย์เพิ่มด้วย รวมถึงมีการเพิ่มส่วนสำนักงานเทศบาล พร้อมทั้งให้แต่ละท้องที่สำรวจจำนวนของเด็กว่าพื้นที่ใดมีเด็กมากที่สุด แล้วนำมาจัดเป็นแผนปฏิบัติ โดยจะมีการจัดชุดเจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์เข้าไป ทำบัตรประชาชนให้กับเด็กที่โรงเรียนเคลื่อนที่เพื่อเข้าไปบริการทำบัตร ประชาชน ตามโรงเรียน คาดว่าในแต่ละเดือน จะมีเด็กทำบัตรประมาณ 7 แสนใบ

สำหรับการทำบัตรประชาชนเด็กครั้งแรกเราเปิดให้ทำฟรีหมด ให้ระยะเวลาทำบัตร1ปี หากยื่นขอมีบัตรเกินกำหนดไม่ต้องเสียค่าปรับ หากมีการทำบัตรหาย ชำรุด เปลี่ยนชื่อสกุล โดยต้องขอทำบัตรใหม่ ถือว่าไม่ต้องเสียค่าปรับ แต่ผู้ปกครองจะเป็นผู้จ่ายให้ รวมถึงการถูกเรียกตรวจบัตร ถ้าไม่ได้พกไว้ก็ไม่ถือว่ามีความผิด ข้อดีของการมีบัตรตั้งแต่อายุ 7 ปีคือสะดวกต่อเด็กในการแสดงตัวตนโดยไม่ต้องพกพาทะเบียนบ้านหรือสูติบัตร ทำให้สามารถใช้สิทธิในรัฐสวัสดิการ ประกันสังคมได้ง่ายขึ้น รวมทั้งบรรเทาปัญหาการสวมสิทธิ์จากต่างด้าว.

ที่มา เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 06 กรกฎาคม 2554 เวลา 17:12 น

 

แสดงความยินดีกับผู้นำรัฐบาลใหม่

ภายหลังทราบผลจากการยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง นั้นเราๆ ท่านๆ ก็คงพอจะทราบบ้างแล้วว่าหน้าตาของรัฐบาลไทยชุดใหม่จะออกมาอย่างไร ซึ่งสื่อมวลชนทุกแขนงก็ออกมาเกาะติดและรายงานให้ทราบเป็นระยะ แน่นอนหละเพื่อไทยครองเสียงข้างมากย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ผมเองก็ขอชื่นชมพรรคการเมืองทุกพรรคที่ยอมรับในสิ่งที่ปรากฏอยู่และไม่ควรออกมาโวยวายใดๆ เพราะยิ่งแต่จะเพิ่มปัญหามากขึ้นไปอีก รอดูผลงานสัก ๑-๒ ปีแรกก่อน ค่อยมาตัดสินว่ามีฝีมือในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่กำลังประสบกับปัญหาหลายๆ ด้าน แต่วันนี้ผมขออนุญาตนำข้อมูลเกี่ยวกับคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (คงไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนะครับ เพราะเจตนาก็เพื่อเป็นความรู้สำหรับเยาวชนนักเรียนที่จำเป็นต้องทราบบ้างสำหรับ “ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย” พบไปค้นมาจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี มีบางส่วนบางตอนที่น่าสนใจครับ

ประวัติ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (เกิด 21 มิถุนายน พ.ศ. 2510, ชื่อเล่น: ปู) ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย ว่าที่นายกรัฐมนตรี หญิงคนแรกของประเทศไทย เป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย ใน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2554 อดีตกรรมการและเลขานุการมูลนิธิไทยคมและกรรมการผู้อำนวยการบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ จะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศไทย หลังจากการเปิดประชุมสภาและได้รับการโปรดเกล้าฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ครอบครัว

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวน 10 คน ของนาย เลิศ และ นางยินดี ชินวัตร ( ธิดาในเจ้าหญิงจันทร์ทิพย์ (ณ เชียงใหม่) ระมิงค์วงศ์ โดยเคยติดตาม เลิศ ชินวัตร ในสมัยที่บิดาหาเสียงในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเยาวลักษณ์ ชินวัตร เมื่อครั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ยิ่งลักษณ์สมรสโดยไม่ได้จดทะเบียนกับอนุสรณ์ อมรฉัตร อดีตผู้บริหารในเครือบริษัท ซีพี อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตกรรมการผู้อำนวยการบริษัท เอ็ม ลิงก์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย มีบุตรชายหนึ่งคน ชื่อ ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือ น้องไปป์

การศึกษา

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย มัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ปริญญาตรีจาก คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิชารัฐศาสตร์ (สิงห์ขาวรุ่น 21) เมื่อปี พ.ศ. 2531 และระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเคนทักกีสเตต สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2533

การทำงาน

เมื่อปี พ.ศ. 2534 ยิ่งลักษณ์ได้เข้าทำงานที่บริษัท ชินวัตร ไดเร็กทอรี่ส์ จำกัด (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเทเลอินโฟ มีเดีย จำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ฐานข้อมูลและการสื่อสาร ในตำแหน่งพนักงานฝึกหัดด้านการตลาดและการขาย หลังจากนั้นในปีเดียวกันเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ จนกระทั่งสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิตในเวลาต่อมา จากนั้น พ.ศ. 2537 จึงเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทโฆษณา เรนโบว์ มีเดี ซึ่งเดิมเป็นแผนกงานหนึ่งของบริษัท ไอบีซี อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น หรือ ทรูวิชั่นส์ ในปัจจุบัน ตำแหน่งสุดท้าย ก่อนลาออกจากบริษัทไอบีซีฯ คือตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการ จากนั้นในปี พ.ศ. 2545 เข้าสู่แวดวงธุรกิจเครือข่ายโทรศัพท์และการสื่อสาร ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และรองกรรมการผู้อำนวยการสายงานตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในเครือบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ชินคอร์ป) โดยได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัท เป็นตำแหน่งสุดท้าย

หลังจากตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ของรัฐบาลสิงคโปร์ ยิ่งลักษณ์ลาออกจากตำแหน่งในเอไอเอส โดยก่อนหน้านั้นเธอได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ในมือทั้งหมดตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2548 เพื่อบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือของตระกูล โดยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ดูแลพอร์ตการลงทุนพัฒนาที่ดินทั้งหมดแทนนางบุษบา ดามาพงศ์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปัจจุบัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งกรรมการและเลขานุการมูลนิธิไทยคม และเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีอีกด้วย
ที่มา วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 
 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 2,090 other followers

%d bloggers like this: