RSS

4. เทคโนโลยีสารสนเทศ

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

คำว่า Information and Communication Technology : ICT เป็นคำย่อของคำ 2 คำเนื่องจากเป็นการรวมตัวของเทคโนโลยี 2 อย่างเข้าด้วยกัน คือ IT (Information Technology) ซึ่ง IT หมายถึง เทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วยส่วนอุปกรณ์ (Hardware) และส่วนชุดคำสั่ง (Software) เพื่อใช้ในการประมวล จัดเก็บ สืบค้น นำเสนอและเผยแพร่ สารสนเทศด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีกคำหนึ่ง คือ CT (Communication Technology) ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยี การสื่อสาร ประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์และวิธีการต่างๆ เพื่อการสื่อสารความเร็วสูง เมื่อนำคำว่า IT และ CT มารวมกันเป็น Information and Communication Technology (กิดานันท์ มลิทอง, 2548: หน้า12) ซึ่งมีผู้ให้ความหมายของคำว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไวดังนี้

วิเศษศักดิ์ โคตรอาษา (2542: หน้า 2) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนั้นครอบคลุมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกจัดเก็บ ประมวลผล สืบค้น ส่งและรับข้อมูล ซึ่งรวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เช่นคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล บันทึก และเครือข่ายสื่อสารข้อมูล อุปกรณ์ สื่อสาร ข้อมูลและโทรคมนาคม เป็นต้น รวมทั้งระบบที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้

สถาบันราชภัฎสวนดุสิต (2542: หน้า 4) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง การทำงานที่สัมพันธ์กันของเทคโนโลยีที่สำคัญ 2 สาขา คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จะใช้สำหรับการจัดการระบบสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือก การจัดหา การวิเคราะห์เนื้อหา หรือการสืบค้นสารสนเทศ ซึ่งกระบวนการจัดระบบสารสนเทศ ประกอบด้วย 3 วิธี คือ การนำเข้าข้อมูล การประมวลผลข้อมูลและการแสดงผลข้อมูล จากนั้นเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมจะช่วยให้การสื่อสารหรือการเผยแพร่สารสนเทศไปยังผู้ใช้ในแหล่งต่างๆ ในรูปแบบต่างๆ เช่น ข้อมูล ตัวอักษร ภาพและเสียง โดยเทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีระบบโทรคมนาคมและเทคโนโลยีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

กิดานันท มลิทอง (2543: หน้า 261) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่าหมายถึง เป็นเทคโนโลยีที่รวมระบบคอมพิวเตอร์ เข้ากับระบบโทรคมนาคมการสื่อสารความเร็วสูง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เห็นชัดเจนในปัจจุบันคืออินเทอร์เน็ตและทางด่วนสารสนเทศ โดยอินเทอร์เน็ต เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั่วโลก และให้บริการต่างๆ แก่ผู้ใช้รวมทั้งสามารถสืบค้นข้อมูลและติดต่อกันได้ทันที โดยผ่านทางอินเทอร์เน็ตในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและเสียง สำหรับทางด่วนสารสนเทศเป็นพื้นฐานโครงสร้างสารสนเทศในการนำเครือข่ายคอมพิวเตอร์ความเร็วสูงเชื่อมโยงบ้าน โรงเรียนและสถานที่ต่างๆ ด้วยการใช้สื่อที่สามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง เช่น เส้นใยนำแสง เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถรับข่าวสารข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

สุกรี รอดโพธิ์ทอง (2543: หน้า 228) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่าหมายถึง การนำเอาข้อมูลคอมพิวเตอร์ทุกรูปแบบ เข้ามาใช้ร่วมกับเทคโนโลยีคมนาคม ข้อมูลดังกล่าวมีทั้ง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง ตัวเลข และตัวอักษร การเชื่อมต่อดังกล่าวต้องอาศัยระบบและอุปกรณ์โทรคมนาคมเพื่อส่งข้อมูลเข้าถึงกันไม่ว่าจะเป็นสายเคเบิลใยแก้วหรือผ่านดาวเทียม

ปทีป เมธาคุณวุฒิ (2544: หน้า 1) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่ามีความหมายครอบคลุมทั้งระบบสารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม รวมทั้งประเด็นทางจริยธรรมและทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และผลกระทบที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในสงคม

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543: หน้า 4) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง (Information and Communications Technology : ICT) เทคโนโลยีที่ประกอบด้วย

  1. คอมพิวเตอร์ (ฮารดแวร์, ซอฟตแวร์,  Computer (hardware, software)
  2. ระบบการสื่อสาร (มีสาย, ไร้สาย) Telecommunications (wireline, wireless)
  3. การกระจายเสียง Broadcasting (satellite TV, cable TV)
  4. ข้อมูลสารสนเทศ ข่าวสารความรู้ , หน้าInformation (data, information, knowledge)
  5. บุคลากร (ความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยีของผู้ใช้, ทักษะในการผลิต) Peopleware (Literate users, competent producers)

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544: หน้า 1) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง การผสานเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับเทคโนโลยีการสื่อสาร เพื่อให้เกิดการนำข้อมูลข่าวสารการจัดเก็บอย่างเป็นระบบหรือหมวดหมู่ เพื่อให้ทุกคนที่เข้าถึงสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได

รังสรรค์ เพ็งนู (2544: หน้า 16-17) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง การรวมตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology หรือ IT) อันได้แก่ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิก์และคอมพิวเตอร์เข้ากับเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม (Communication Technology หรือ CT) ซึ่งเกิดจากพัฒนาการของการผสานเทคโนโลยี ดังนี้

  1. เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (Microelectronic Technology) เริ่มพัฒนาการจากวาล์ว (Valves) ทรานซิสเตอร์ (Transister) และสารกึ่งตัวนำจนถึงสารกึ่งตัวนำจนถึงเทคโนโลยีระบบดิจิตอล (Digital Technology) ซึ่งมีอิทธิพลแพร่หลายในปัจจุบันส่งผลให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงและมีความสามารถเพิ่มมากขึ้น
  2. เทคโนโลยีเครือข่าย (Network Technology) ได้แก่ เทคโนโลยีบริการเสียงและข้อมูล เช่น วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ เดิมมีลักษณะเป็นเครือข่ายแยกส่วนกันอยู่ระหว่างเครือข่ายโทรศัพท์ และเครือข่ายข้อมูล คือ เครือข่ายแบบรวงผึ้ง รวมทั้งเครือข่ายการสื่อสารเคลื่อนที่กับการกระจายเสียง โทรทัศน์ภาคพื้นดิน เครือข่ายเคเบิ้ลทีวี บริการดาวเทียมส่งตรงถึงบ้าน (DTH) และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ต่อมาได้ผนึกผสานรวมตัวเป็นเครือข่ายบริการรวมดิจิตอล (Integrated Services Digital Network หรือ ISDN) ซึ่งเป็นการวางมาตรฐานการรวมตัวเครือข่ายโทรศัพท์และเครือข่ายข้อมูลอันเนื่องจากเทคโนโลยีดิจิตอลทำให้เสียงและข้อมูลได้รับการแปลงสัญญาณให้ผู้ใช้สามารถสนทนา และรับส่งข้อมูลจำนวนมากบนสายสัญญาณเดียวกันได
  3. เทคโนโลยีการส่งผ่านข้อมูล (Telecommunications Transmission Technology) เป็นเทคโนโลยีการส่งผ่านสื่อสารข้อมูลทางไกลที่รวมถึงเทคโนโลยีไมโครเวฟ เทคโนโลยีดาวเทียม และเทคโนโลยีเคเบิลใยแก้วนำแสงที่มีความจุ และความเร็วในการส่งสัญญาณสูง
  4. เทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) เทคโนโลยีที่ประกอบด้วยส่วนของเทคโนโลยีหลายๆ ด้านร่วมกันและเชื่อมโยงกันเป็นระบบ โดยการใช้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ต่างๆ ในการแสดงและนำเสนอในรูปข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีทัศน์เพื่อการรับสารสื่อสาร การสร้างและการมีปฏิสัมพันธ์

สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (2545: หน้า 92) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูลและการสื่อสาร นับตั้งแต่การสร้าง การนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผล การรับและส่งข้อมูลการจัดเก็บและการนำไปใช้งานใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้มักจะหมายถึง คอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยส่วนอุปกรณ์ (Hardware) ส่วนคำสั่ง (Software) และส่วนข้อมูล (data) และระบบการสื่อสารต่างๆ ไมว่าจะเป็น โทรศัพท์ ระบบสื่อสารข้อมูลดาวเทียม หรือเครื่องมือสื่อสารใดๆ ทั้งที่มีสายและไร้สาย

บริษัท ปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (2546: หน้า 5) ได้ระบุความหมายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่าหมายถึง การผสานเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับระบบสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบต่างๆ 3 ส่วน คือ

  1. ระบบสื่อสาร ซึ่งหมายถึงเครือข่ายโทรคมนาคมนับพื้นที่สามารถเชื่อมต่อกันไดและใช้ร่วมกันได้ เพื่อการเชื่อมต่อของข้อมูลและการเชื่อมต่อของเครือข่าย
  2. อุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสาร อันได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์ โทรสาร โทรศัพท์เครื่องมือการสื่อสารอื่นๆ และคอมพิวเตอร์
  3. ซอฟต์แวร์ที่ทำให้ระบบและอุปกรณ์ทำงานได้ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์บริการสารสนเทศและฐานขอมูล

ชัยพจน์ รักงาม (2545: หน้า 61) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่าหมายถึง การใช้ระบบเชื่อมโยงข้อมูล ข่าวสารที่รวมเอาอุปกรณ์ 2 สิ่งมาใช้ คือ คอมพิวเตอร์ ที่ช่วยทำให้การประมวลผลข้อมูล (data) ให้มีความรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ เป็นสารสนเทศ (Information) ที่มีความหมายในการบริหารจัดการแล้วใช้อุปกรณ์ทางการสื่อสารช่วยทำให้โยงใยไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกล (Remote Area)

กิดานันท์ มลิทอง (2546: หน้า 13-14) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง การใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการจัดการฐานข้อมูล ประมวลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ รวบรวมและจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้และใช้เทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูงเพื่อส่งผ่านสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว

กรรณิการ์ พิมพรส (2546: หน้า 10) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่าหมายถึง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการสืบค้น จัดเก็บ เรียกใช้ ค้นหา ประมวลผล นำเสนอ แลกเปลี่ยน และเผยแพร่สารสนเทศในรูปแบบข้อมูลตัวอักษร ภาพ และเสียง ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีเทคโนโลยีที่สำคัญๆ หลายสาขา ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์และข้อมูล และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งประกอบด้วย เทคโนโลยีระบบโทรคมนาคมและเทคโนโลยีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เห็นชัดเจนในปัจจุบัน คือ อินเทอร์เน็ตและทางด่วนสารสนเทศ

บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์ (2546: หน้า 107-108) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีศักยภาพครอบคลุม การใช้งานเพื่อการศึกษาที่สำคัญ ใน 3 ด้าน คือ เพื่อการติดต่อสื่อสาร เพื่อการค้นคว้าและเข้าถึงแหล่งสารสนเทศและเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์โครงงาน

อัญชลี ศรีสุข (2546: หน้า 7) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่าหมายถึง การนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคมมาทำงานผสมผสานกัน เพื่อใช้ในการจัดเก็บบันทึกประมวลผลและรับส่งนำเสนอข้อมูลและสารสนเทศไปยังผู้ใช้ที่อยู่ห่างไกลโดยผ่านขายงานคอมพิวเตอร์ เปิดโอกาสให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็วและถูกต้อง

สุดาพร ปัญญาพฤกษ์ (2546: หน้า 18) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง การผสานหรือรวมตัวกันของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology  : IT) เข้ากับเทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology : ICT) ซึ่งเป็นการใช้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร โดยการใช้คอมพิวเตอร์ ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศแล้วใช้อุปกรณ์ทางการสื่อสารช่วยโยงใยไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกล โดยมีองค์ประกอบสำคัญ คือเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ได้แก่ ระบบการสื่อสารต่างๆ ทั่งที่มีสายและไร้สาย เพื่อให้เกิดการนำข้อมูลข่าวสารการจัดเก็บอย่างเป็นระบบหรือหมวดหมู่ และให้ทุกคนที่เข้าถึงสามารถนำข้อมูลข่าวสารไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได

ชนัญญา พรหมฝาย (2546: หน้า 19) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่าหมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์มาประมวลผลข้อมูลต่างๆ ให้เป็นสารสนเทศที่มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงการนำระบบการสื่อสารและโทรคมนาคมต่างๆ มาใช้ในการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว

ศิริ หิรัญอุทก (2546: หน้า 15) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่าหมายถึง การผสานเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับระบบสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบตางๆ 3 ส่วน คือ ระบบสื่อสารเพื่อการเชื่อมต่อขอข้อมูลและการเชื่อมต่อของเครือข่าย อุปกรณ์ที่ใช้อันได้แก่ คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ที่ทำให้ระบบและอุปกรณ์ทำงานได้ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ บริการสารสนเทศและฐานข้อมูล

เพิลล์ แสงทรัพย์ทวี (2546: หน้า 13) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง การผสานระหว่างเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และฐานข้อมูล กับเทคโนโลยีการสื่อสาร ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรภาพ โทรสาร ดาวเทียม เคเบิลใยแกว เครื่องมือการสื่อสารอื่นๆ เพื่อการจัดหา จัดการ ประมวล จัดเก็บ เรียกใช้ แลกเปลี่ยน และเผยแพร่สารสนเทศ ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง ตัวเลข และตัวอักษรได้อย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร ดังนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ

  1. ระบบสื่อสาร หมายถึง ระบบเครือข่ายโทรคมนาคมที่สามารถเชื่อมต่อกันได้
  2. อุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสาร ได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์ โทรสาร โทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารอื่นๆ และคอมพิวเตอร์
  3. ซอฟต์แวร์ที่ทำให้ระบบและอุปกรณ์ทำงานได้ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ บริการสารสนเทศและฐานข้อมูล

บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์ (2551: หน้า 30) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เก็บ สร้าง แสดง ใช้ร่วมกัน หรือแลกเปลี่ยนสารสนเทศด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ไอซีทีจึงรวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ วีดีทัศน์ ดีวีดี โทรศัพท์ทั้งโทรศัพท์ใช้สายและโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบดาวเทียม ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายรวมถึงอุปกรณ์ และการบริการที่เกี่ยวพันกับเทคโนโลยี เหล่านี้ เช่น วีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ อีเมล์ บล็อก กล้องถ่ายภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ หุ่นยนต์ เป็นต้น

สุกัญญา ฟักสกุล (2551: หน้า 13) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายโทรคมนาคมที่เชื่อมต่อกัน สำหรับใช้ในการส่งและรับข้อมูลและมัลติมีเดียเกี่ยวกับความรู้โดยผ่านกระบวนการประมวลหรือจัดทำให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายและความสะดวกมาใช้ประโยชน์ สำหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้คนไทยสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

สายพิณ เชื้อน้อย (2551: หน้า 24) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์มาประมวลผลข้อมูลต่างๆ ให้เป็นสารสนเทศที่มีความน่าเชื่อถือมี 2 ส่วน คือ เทคโนโลยี ระบบคอมพิวเตอร์ ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือฮาร์ดแวร์ (Hardware) และซอฟต์แวร์ (Software) เพื่อการวิเคราะห์ ประมวลผล การจัดเก็บและพรอมที่จะนำไปใช้ประโยชน์และเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็นการนำระบบการสื่อสารและโทรคมนาคมต่างๆ มาใช้ในการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว

เบฮาน (Behan, 1990: p. 1) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่าหมายถึง เทคโนโลยีที่ช่วยบันทึก เก็บ ประมวลผล เรียกส่งผ่านและรับข้อมูล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องส่งแฟกซ์ไมโครกราฟิก ระบบโทรคมนาคมและไมโครอิเล็กทรอนิกส์

กันตัน (Gunton, 1993: p. 50) ได้แบ่งประเภทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็น 2 ประเภท คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผล ได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีที่ใช้ในการเผยแพรสารสนเทศ ซึ่งไดแก ระบบโทรคมนาคม คำว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นคำที่ใช้อธิบายการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีทั้งสองประเภทนี้

เลาดอน และ เลาดอน (Laudon and Laudon, 1995: p. 4) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่าเป็นทั้งเครื่องมือและเทคนิควิธีการ สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลและใช้ข้อมูลร่วมกัน ไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์อย่างเดียวแต่รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกันซึ่งสามารถช่วยให้สื่อสารได้ทั่วโลก

โคลิน ฮาร์ดี และคณะ (Colin Hardy and Other, 2002: p. 27) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า หมายถึง การรวมตัวกันของเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และการติดต่อสื่อสารเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการเพิ่มการเชื่อมโยงของเครือข่ายและเพิ่มศักยภาพการติดต่อสื่อสาร มีตัวอย่างที่สำคัญ คือ อินเตอร์เน็ต

สุชาดา กีระนันท์ (2541: หน้า23) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่าหมายถึง เทคโนโลยีทุกด้านที่เข้ามาร่วมกันในกระบวนการจัดเก็บ สร้างสื่อสารสนเทศ

สรุปได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญที่เป็นสื่อกลางการนำข้อมูลข่าวสารมาจัดเก็บอย่างเป็นระบบหรือหมวดหมู่ เพื่อใช้ในค้นคว้า สืบค้น ติดต่อสื่อสาร รวบรวม จัดเก็บ ประมวลผลและใช้เป็นแหล่งสารสนเทศมัลติมีเดียให้ทุกคนที่เข้าถึงสามารถนำข้อมูลข่าวสารไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกันได้อย่างสะดวก รวดเร็วและถูกต้อง

 

ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

สุชาดา กีระนันท์ (2541: หน้า 50-51) ได้เสนอประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนี้

  1. ช่วยให้มีการตัดสินใจที่ดีขึ้นจากการมีสารสนเทศประกอบการตัดสินใจและการพิจารณาเลือกภายใต้เงื่อนไขต่างๆ
  2. ลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ประหยัดเวลาการทำงานหรือลดค่าใช้จ่ายในการทำงานลง
  3. เพิ่มคุณภาพสินค้า/บริการ เช่น ทำให้ลูกค้ามีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้ามากขึ้น สามารถติดต่อกับศูนย์บริการหรือรับบริการได้สะดวกขึ้น พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนโดยมีการค้นคว้าผ่านระบบเครือข่าย เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสืบค้นข้อมูลได้จากสถานที่อื่นนอกสถานศึกษา เป็นการฝึกให้รูจักการเรียนรูด้วยตนเองมากขึ้น
  4. เพิ่มรายไดของธุรกิจ เนื่องจากคุณภาพของสินค้าหรือบริการที่ดีขึ้น สามารถแข่งขันได้มากขึ้น
  5. สร้างสินค้าหรือบริการใหม่ ระบบที่พัฒนาขึ้นอาจเป็นที่ต้องการของหน่วยงานอื่น หรือทำให้เกิดการขยายการดำเนินงาน เช่น การสร้างเครือข่ายห้องเรียนในการสอนทางไกลผ่านเครือข่ายการสื่อสารทำให้สามารถจัดการเรียนการสอนพร้อมกันในสถานที่ต่างกัน เป็นต้น
  6. สร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน (Competitive advantage)
  7. สร้างพันธมิตร (Alliances) ในการดำเนินงาน เช่น การร่วมมือกันในการจัดการเรียนการสอนที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เป็นต้น
  8. เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  9. ช่วยในการรื้อปรับระบบ (Reengineering) ด้วยการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือการปรับระบบ

ชัยพจน์ รักงาม (2545: หน้า 61) ได้เสนอประโยชน์ ของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปประยุกต์ใช้ ดังนี้

  1. มีความสะดวกรวดเร็วในระหว่างการดำเนินงาน
  2. ลดปริมาณผู้ดำเนินงานและสามารถประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงได้อีกทางหนึ่ง
  3. ระบบการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีระเบียบมากขึ้นกว่าเดิม
  4. ลดข้อผิดพลาดของเอกสารในระหว่างการดำเนินการได
  5. สร้างความโปร่งใสให้กับหน่วยงานหรือองค์กรได
  6. ลดปริมาณเอกสาร (กระดาษ) ในระหว่างการดำเนินงานไดมาก
  7. ลดขั้นตอนในระหว่างการดำเนินการได้มาก
  8. ประหยัดเนื้อที่จัดเก็บเอกสาร (กระดาษ)

ในการเรียนการสอน เดวิด ฮาสเสลล์ (David Hassell, 2000: p. 80-81) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอน ดังนี้

  1. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทำให้การเรียนการสอนเกิดความยืดหยุ่นระหว่างครูกับนักเรียน
  2. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทำให้นักเรียนเขาถึงแหล่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
  3. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารช่วยให้เห็นภาพอย่างชัดเจน เห็นเป็นรูปธรรมจากการเรียนการสอนที่มองเห็นภาพได้ยาก หรือเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจสามารถทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
  4. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทำให้นักเรียนมีความพยายามในการวิเคราะห์ และทำให้นักเรียนคิดอย่างหลากหลาย

นอกจากนี้ยังมีเอกสารของ Department of Information and Applied Technology : DfEE (1998: p. 17) ที่ได้สรุปประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่าเป็นมากกว่าเครื่องมือในการสอน ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีศักยภาพในการปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานในการศึกษาให้กับผู้เรียน ทั้งนี้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารยังช่วยครูทั้งในห้องเรียน และช่วยลดเวลาในการบริหารงานต่อเนื่องไปถึงการช่วยในการฝึกฝนและการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารยังเป็นเครื่องมือที่มีพลังและศักยภาพในการศึกษาทุกระดับ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในโรงเรียนทำให้นักเรียนได้รับข้อมูลทำให้เกิดความเข้าใจ โดยการใช้ข้อมูลได้หลายทาง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารช่วยในปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอน ทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ ความตื่นเต้นและทำให้เกิดแรงจูงใจในการเรียน และ การ์ ติน ลี (Kar Tin Lee, 2002: p. 42) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนซึ่งทำให้ผู้เรียนไดรับประโยชน์ คือช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เกิดจินตนาการและสามารถแสดงออกถึงความคิดและความรูสึกของตนเอง ประโยชน์ที่ได้รับจากนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้จะช่วยให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ไมว่าจะเป็นการประมวลผล ก็จะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ การค้นหาข้อมูลจะทำได้สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาในการค้นหาข้อมูล การเก็บบันทึกข้อมูล ข้อมูลที่เก็บบันทึกจะเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสื่อที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล ทำให้มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลได้จำนวนมาก และมีความคงทนถาวรมากกว่าการจัดเก็บข้อมูลในรูปของกระดาษ การเผยแพร่ข้อมูลการรับส่งข้อมูลในปัจจุบันโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จะทำให้การเผยแพร่ ข้อมูลทำได้อย่างกว้างขวาง สามารถแพรกระจายไปไดทั่วโลกอย่างไรพรมแดน

 

แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อจัดการศึกษา

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษ

ในเรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้มีเป้าหมาย ให้ผู้เรียนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงและสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารตามมาตรฐาน หลักสูตร ประกอบด้วยเรื่องสำคัญ อาทิ เช่น ความหมายของข้อมูล แหล่งข้อมูล การจัดเก็บและเรียกใช้ ส่วนประกอบหลักของคอมพิวเตอร์ ประโยชน์และการใช้ระบบปฏิบัติการ การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้เทคโนโลยี กับภูมิปัญญาท้องถิ่นและสากล ความรู้การใช้เครือข่าย ค้นคว้าวิเคราะห์ ภาษาคอมพิวเตอร์และการพัฒนาโปรแกรม ซึ่งกรอบหลักสูตรดังกล่าว จะมีความยากง่ายเป็นขั้นตอน ครู อาจารย์ จะเป็นส่วนสำคัญมากที่จะพัฒนาความรู้ กระบวนการถ่ายทอดความรู้ให้เด็กเรียนอย่างเข้าใจและสนุกสนาน รวมทั้งใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต คุณภาพการทำงานของครูอาจารย์ เด็กและผู้ปกครองที่เกี่ยวข้องทุกคน (อธิปัตย์ คลี่สุนทร, 2546: หน้า 5)

  1. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และเครือข่ายโทรคมนาคมที่เชื่อมต่อกันสำหรับใช้ในการส่งและรับข้อมูล รวมถึงมัลติมีเดียที่เกี่ยวกับความรู้ผ่านกระบวนการหรือจัดทำให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายและมีความสะดวกมาใช้ประโยชน์สำหรับการศึกษาในระบบการศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งผสมผสานกับการจัดทำหลักสูตร การพัฒนาระบบการศึกษา โดยกำหนดกรอบในการปฏิบัติให้กับโรงเรียนได้เป็นแนวทางการพัฒนา ในการกำหนดยุทธศาสตร์การใช้เทคโนโลยี  สารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไวทั้งหมด 4 ด้าน ไดแก่

1.1 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

1.2 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการบริหารและการบริการทางการศึกษา

1.3 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการผลิตและพัฒนาบุคลากร

1.4 การกระจายโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา

ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทางการศึกษาที่กล่าวข้างต้นของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง 4 ด้าน มีความหมาย ดังนี้

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน หมายถึง การพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้เรียนได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการเรียนรู้พัฒนาผู้สอนให้มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การพัฒนาสื่อการสอนที่เป็น Electronic การพัฒนาด้านหลักสูตรโดยให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในโรงเรียน มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการบริหารและการบริการทางศึกษา หมายถึง การพัฒนาหน่วยงานให้เป็นเครือข่ายศูนย์ปฏิบัติการทางการศึกษาเป็นคลังข้อมูลสารสนเทศ พัฒนาระบบงานเพื่อการบริหาร/การบริการ บุคลากรมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการผลิตและพัฒนาบุคลากร หมายถึงพัฒนาโรงเรียนเพื่อให้เปิดสอนหลักสูตร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับสูง ผู้สอนมีความรู้ความสามารถการสอนเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถเมื่อ จบโรงเรียน จัดให้มีหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรับรองเพื่อป้อนตลาดแรงงาน มีผลงานการวิจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

การกระจายโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา หมายถึง บุคลกรมีความพร้อมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โรงเรียนมีซอฟต์แวร์พื้นฐานที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เพียงพอในการใช้งานและการเรียนการสอน จัดให้มีเครือข่าย Internet และ Intranet (ปรัชญนันท์ นิลสุข, 2546: หน้า 1-4)

การกำหนดยุทธศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งกำหนดให้สถานศึกษาได้ปฏิบัติเพื่อการนำไปใช้ในการบริหารสถานศึกษาโดยกระทรวงศึกษาธิการมีความประสงค์ที่จะพัฒนาการศึกษาโดยนำเทคโนโลยีมาใช้ทั้งการพัฒนาระบบการศึกษา การพัฒนาการเรียนการสอน การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตลอดจนการสร้างพื้นฐานให้กับการศึกษา ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ให้กระจายในทุกพื้นที่ในการจัดการศึกษา

  1. แนวดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา แนวทางการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา แบงออกเป็น 3 ด้าน ไดแก (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2543)

2.1  ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรที่จำเป็น ได้แก่ ระบบการสื่อสาร ระบบฮาร์ดแวร์และระบบซอฟต์แวร์

2.2 ด้านการบริหารจัดการเป็นการดำเนินการเพื่อให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ในโรงเรียนโดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการแสวงหาองค์ความรู้ และการจัดการระบบงานต่างๆ ในโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

2.3  ด้านการจัดการเรียนการสอนเป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอน คือ ใช้เรียนรู้และฝึกทักษะด้านคอมพิวเตอร์ ของนักเรียน ใช้ สร้างสื่อและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนของครูผู้สอน เป็นเครื่องมือในการสืบค้น การเรียนการสอน สร้างองค์ความรูการนำเสนอ และการประมวลผล

  1. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารตามคุณลักษณะการใช้งาน

3.1  การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบ ข้อมูลที่เก็บมาได้มักจะเก็บในสื่อต่างๆ เช่น แผนบันทึก แผ่นซีดี หรือเทป เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้ จะถูกนำมาประมวลผลตามต้องการ เช่น แยกแยะข้อมูลเป็นกลุ่ม เรียงลำดับข้อมูล คำนวณ หรือจัดการคัดแยกข้อมูลที่จัดเก็บนั้น

3.2  การแสดงผล อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีในการแสดงผลลัพธ์มีมากสามารถแสดงเป็นตัวหนังสือ เป็นรูปภาพ ตลอดจนพิมพ์ออกมาที่กระดาษ การแสดงผลลัพธ์ มีทั้งที่แสดงเป็นภาพเป็นเสียง เป็นวีดีทัศน์ เป็นต้น

3.3  การทำสำเนา เมื่อมีข้อมูลที่จัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ การทำสำเนาจะทำได้ง่ายและทำได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นอุปกรณ์ช่วยในการทำสำเนาจัดได้ว่าเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เรามีเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร อุปกรณ์การเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น จานบันทึก ซีดีรอม ซึ่งสามารถทำสำเนาได้เป็นจำนวนมาก

3.4  การสื่อสารโทรคมนาคม เป็นวิธีการที่จะส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือกระจายออกไปยังปลายทางครั้งละมากๆ ปัจจุบันมีอุปกรณ์ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมหลายประเภทตั้งแต่ โทรเลข โทรศัพท์ เส้นใยนำแสง เคเบิลใต้น้ำ คลื่นวิทยุไมโครเวฟ ดาวเทียม เป็นต้น

  1. หลักและแนวปฏิบัติสำหรับโรงเรียนในการจัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้โรงเรียนมีและใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานการจัดระบบข้อมูลของโรงเรียนจึงควรดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนตามหลักการจัดในเชิงระบบอย่างน้อย 6 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอนโรงเรียนควรยึดหลักการและแนวปฏิบัติดังนี้ (เชิดศักดิ์ พันธพิพัฒน, 2538: หน้า 16-20)

4.1  ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินงานในขั้นนี้ หมายถึง โรงเรียนต้องไปเก็บข้อมูลมาจากแหล่ง ซึ่งข้อมูลดังกล่าว อาจเป็นแหล่งต้นตอของข้อมูล ซึ่งเรียกว่าแหล่งปฐมภูมิ อันเป็นที่เกิดของข้อมูลที่โรงเรียนต้องการใช้หรือจากแหล่งทุติยภูมิ คือ แหล่งที่ได้จัดเก็บข้อมูลไว้จากแหล่งต้นตอขั้นหนึ่งแล้ว ดังนั้นโดยหลักการแหล่งข้อมูลทั้งสองจะมีข้อมูลทั้งข้อมูลดิบและสารสนเทศ (Information) ที่แหล่งข้อมูลได้ประมวลผลไว้ขั้นหนึ่งแล้ว โรงเรียนนำมาใช้ได้ทันทีไม่ต้องมาประมวลผล (processing) อีกครั้งหนึ่ง และแหล่งข้อมูลจะมีทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ในการดำเนินการในขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูล มีแนวปฏิบัติในขั้นตอนต่างๆ            ที่สำคัญดังนี้

4.1.1 การกำหนดวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลของโรงเรียนให้ชัดเจน วัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลจะเป็นกรอบหลักให้กับโรงเรียนขอบข่ายภารกิจของโรงเรียนแล้ว วัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลของโรงเรียน คือ เพื่อการจัดทำนโยบายและแผนพัฒนา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประจำปีของโรงเรียน เพื่อรายงานข้อมูลผลการปฏิบัติงานเพื่อบริการครู นักเรียน คนงาน ภารโรงในโรงเรียน เพื่อบริการชุมชนและเพื่อแกไขปัญหาและปรับปรุงงาน

4.1.2 การกำหนดขอบข่ายของข้อมูลที่ต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ จากวัตถุประสงค์ดังกล่าวจะเป็นกรอบหลักในการกำหนดขอบข่ายรายการข้อมูลหรือสารสนเทศที่โรงเรียนจะต้องไปจัดเก็บมาจากแหล่งได้ชัดเจน ได้ชั้นหนึ่งจากนั้นโรงเรียนก็มากำหนดรายการข้อมูลแต่ละวัตถุประสงค์ในรายละเอียดลงไปโดยมีแนวปฏิบัติดังนี้

4.1.2.1 การตรวจสอบจากแบบรายงานข้อมูล หรือแบบสำรวจข้อมูลของหน่วยงานเหนือ โดยเฉพาะแบบรายงานข้อมูล 10 มิถุนายน ซึ่งเป็นการประจำทุกปีที่โรงเรียนจะต้องใช้เพื่อกรอกในแผนรายงานหรือแบบสำรวจดังกล่าว รวมถึงแบบสำรวจจากหน่วยงานเกี่ยวของอื่นๆ

4.1.2.2 การกำหนดรายงานดัชนีทางการศึกษาให้ครอบคลุมภารกิจของโรงเรียนรายงานดัชนีแต่ละตัวจะบอกได้ว่าโรงเรียนต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้างมาจัดคำของดัชนีแต่ละตัวดัชนีบางตัวใช้ข้อมูลดิบสองตัว แต่บางตัวใช้ข้อมูลดิบหลายๆ ตัว จึงจะสร้างค่าดัชนีไดหนึ่งตัว

4.1.2.3 การกำหนดแหล่งข้อมูล การกำหนดขอบข่ายของข้อมูลที่ต้องใช้ตามวัตถุประสงค์จะทำให้โรงเรียนรู้ได้ว่า แหล่งข้อมูลดังกล่าวอยู่ที่ไหน นอกโรงเรียนหรือในโรงเรียนและ ข้อมูลดังกล่าวมีแล้วหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงข้อมูลตามรายการ ข้อมูลดังกล่าวอาจยังไมมี ไม่ เกิด เช่น ข้อมูลประเภทความคิดเห็น หรือการคาดคะเนอนาคต เป็นต้น จะต้องสร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้นมา วิธีการที่ทำกันมากคือ การจัดประชุมสัมมนา การประชุมระดมสมอง การทำวิจัยหรือเทคนิคอื่นๆ

4.1.2.4 การกำหนดวิธีการและจัดสร้างเครื่องมือเก็บข้อมูล โรงเรียนจะต้องกำหนดวิธีการว่าจะเก็บข้อมูลด้วยวิธีใด จะใช้เครื่องมืออะไร เช่น การสำรวจ การรายงาน การสัมภาษณ์ การศึกษาวิจัย การประชุมระดมความคิด ประชุมสัมมนา เป็นต้น ส่วนกำหนดเวลาก็ต้องสอดคล้องกับการเกิดและมีของข้อมูลจากแหล่งข้อมูลรวมทั้งกำหนดเวลาไว้แน่นอนแล้วคือ วันที่ 10 มิถุนายน โรงเรียนจึงสามารถใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มิฉะนั้นก็เหมือนที่กล่าวกันเล่นๆ แต่เป็นเรื่องจริงว่า ข้อมูลยกเมฆ

4.2  ขั้นตรวจสอบข้อมูล เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติของข้อมูลหรือสารสนเทศที่เก็บมาจากแหล่งว่ามีคุณสมบัติตามที่ต้องการหรือไม่ ซึ่งข้อมูลที่ดีตามหลักการนั้น ควรมีคุณสมบัติอย่างน้อย 3 ประการ คือ

4.2.1 เป็นข้อมูลและสารสนเทศที่ทันสมัย กล่าวคือ สารสนเทศที่ดีจะต้องได้รับทันต่อการใช้ประโยชน์และเป็นสารสนเทศที่เป็นปัจจุบันอยู่เสมอสามารถนำมาใช้ได้ทันท่วงที สารสนเทศจึงจะมีประสิทธิภาพต่อการบริหารข้อมูลบางอย่างต้องเก็บทุก 1 ป บางอย่าง 5 ปตอ 1 ครั้ง

4.2.2 มีความตรงตามเนื้อหาของสารสนเทศที่ต้องการ สารสนเทศที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติในการสื่อความหมาย ตามวัตถุประสงค์และลักษณะงาน มีความพอเพียงและไม่เบี่ยงเบนเช่น ข้อมูลจำนวนนักเรียนที่สำหรับรายงานผล ก็อาจจะเพียง 1 ปการศึกษา แต่หากเพื่อการวางแผน อาจต้องใช้ย้อนหลัง 5 ป พยากรณ์ไปล่วงหน้าอีก 5 ป เป็นต้น

4.2.3 มีความถูกต้องแม่นยำ คุณสมบัติข้อนี้แสดงถึงคุณค่าและประโยชน์ของสารสนเทศที่นับว่าสำคัญมาก เพราะแม้สารสนเทศนั้นจะตรงต่อความต้องการและสามารถผลิตไดทันเวลา

4.3 ขั้นจัดการทำข้อมูล ขั้นนี้ หมายถึงขั้นปรับเปลี่ยนข้อมูลดิบเป็นสารสนเทศ ในส่วนที่ยังเป็นข้อมูลดิบๆ อยู่ ส่วนใดเป็นสารสนเทศแล้วนำมาแยกกลุ่มพวกตามลักษณะงานในการประมวลผลนั้น โรงเรียนอาจใช้ตั้งแต่การคิดอย่างง่ายโดยใช้มือโดยเครื่องคิดเลข ส่วนโรงเรียนใดถึงขั้นมีคอมพิวเตอร์ใช้ก็ใช้การประมวลผลโดยเครื่องซึ่งจะต้องจัดทำโปรแกรมขึ้นมา การประมวลผลในขั้นต้น มีดังนี้

4.3.1 พิจารณาจากดัชนีที่ได้กำหนดไว้แล้ว โรงเรียนได้กำหนดดัชนีไว้ทั้งหมดประมาณกี่ตัวที่จะใช้บอกสภาพการดำเนินงานตามภารกิจ หรือเพื่อคาดคะเนสำหรบการวางแผนในอนาคตเพราะค่าของดัชนีแต่ละตัวต้องใช้ข้อมูลเป็นตัวแปรค่า เช่น ดัชนีอัตราครู นักเรียน ต้องนำข้อมูลจำนวนครู กับจำนวนนักเรียนมาจัดกระทำเป็นอัตราส่วนขึ้นมา หากดัชนี 100 ตัว ก็จัดกระทำเบื้องต้น 100 ตัวก่อน

4.3.2 พิจารณาจากแบบสำรวจหรือรายงานที่โรงเรียนต้องกรอกให้หน่วยงานระดับเหนือและหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อดูว่าในตารางดังกล่าว บางตารางใช้ข้อมูลดิบกรอกโดยไม่ต้องประมวลผล ส่วนบางตารางต้องนำข้อมูลดิบมากระทำเป็นสารสนเทศชั้นหนึ่งก่อน

4.3.3 การประมวลในขั้นที่ 2 เป็นการนำดัชนี หรือสารสนเทศที่ประมวลผล ขั้นต้นแล้วมาจัดกระทำอีกครั้งหนึ่ง ให้เป็นดัชนีรวม หรือดัชนีสังเคราะห์โดยใช้ดัชนีหลายๆ ตัว มาจัดกระทำ เช่น การหาอัตราการเจริญเติบโต

4.4 ขั้นการจัดหน่วยหรือคลังข้อมูลโรงเรียน หมายถึง ขั้นที่โรงเรียนดำเนินการเพื่อจัดให้มีแหล่งข้อมูลขึ้นในโรงเรียนในลักษณะเป็นหน่วยงานหรือคลังข้อมูล เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ของโรงเรียนเองหรือแหล่งข้อมูลไว้บริการกับหน่วยงานอื่นๆ          ในการดำเนินการขั้นตอนนี้ อาจจะทำอย่างสมบูรณ์แบบหากโรงเรียนมีความพร้อมหรือแบบง่ายๆ ตามสภาพของโรงเรียนแต่เน้นประสิทธิภาพในการใช้ ซึ่งมีกิจกรรมสำคัญดังนี้

4.4.1 จัดให้มีอาคารสถานที่ เช่น กำหนดให้มีห้องๆ หนึ่ง หากโรงเรียนมีห้องเหลือพอเป็นห้องศูนย์สารสนเทศของโรงเรียน แต่หากไม่สามารถทำอย่างนั้นได้  ก็อาจใช้มุมหรือส่วนหนึ่งของห้องสมุดโรงเรียนทำเป็นแหล่งสารสนเทศของโรงเรียน

4.4.2 จัดครุภัณฑ์ วัสดุ สำหรับใช้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ เช่น ตูเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ในการเก็บหรือนำเสนอข้อมูล เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

4.4.3 จัดระบบค้นหาเพื่อประสิทธิภาพในการใช้ตามที่เหมาะสม ซึ่งอย่างน้อยต้องจัดทำเป็นแฟ้มข้อมูล หรือหากมีความสามารถในการจัดเก็บ ซึ่งจะต้องจัดเก็บเป็นแผ่นดิสก์ในรูปแบบโปรแกรมต่างๆ ที่กำหนด รูปแบบในการจัดแฟ้มตามลักษณะงาน หากต้องการให้มีความชัดเจน และสะดวกในแต่ละงานควรแยกข้อมูลเป็น 3 ประเภท ตามระบบการศึกษา คือ ข้อมูลด้านปัจจัย กระบวนการและผลผลิต

4.4.4 กำหนดบุคลากรรับผิดชอบทำหน้าที่บริหารหรือจัดการใช้ศูนย์สารสนเทศของโรงเรียน ซึ่งควรใช้มีตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป

4.4.5 กำหนดระเบียบวิธีการหรือหลักเกณฑ์ การใช้ศูนย์สารสนเทศของโรงเรียนให้ชัดเจน ทั้งบุคลากรในโรงเรียนและบุคลากรภายนอก ในกรณีบริการชุมชน หรือหน่วยงานเกี่ยวข้อง

4.4.6 ประชาสัมพันธ์ให้ครูหรือบุคลากรในโรงเรียนรวมทั้งบุคลากรภายนอกทราบเพื่อมารับบริการ

4.5 ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล การดำเนินการในขั้นนี้ เป็นขั้นที่จะนำข้อมูลสารสนเทศมาใช้ตัดสินใจในการบริหารจัดการหรือปฏิบัติ งานตามวัตถุประสงค์แต่ละเรื่องแต่ละครั้ง เช่น การวิเคราะห์ เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาในการจะทำแผนทั้งแผนพัฒนาหรือแผนปฏิบัติการ เป็นต้น

ในการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นที่สำคัญ คือ ข้อมูลและสารสนเทศจะแบ่งเป็นประเด็นใหญ่ๆ ดังนี้

4.5.1 ประเภทที่มีลักษณะเป็นปรนัย คือ ความชัดเจนในตัวเอง การวิเคราะห์ไมว่าจะวิเคราะห์โดยใคร เมื่อใด ผลก็จะออกมาเหมือนๆ กัน ได้แก่ พวกข้อมูลที่เป็นกฎระเบียบมีเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์แสดงเป็นสถิติเป็นตัวเลข เช่น อัตราการเกณฑ์เด็กได้ 90 % เป็นต้น

4.5.2 ประเภทที่มีลักษณะเป็นอัตนัย ข้อมูลและสารสนเทศประเภทนี้ ได้แก่พวกภาษาสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความคิด เช่น ความสวยระดับนางสาวไทย ความดีระดับบุคคลตัวอย่าง ประเทศ ผลในการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศประเภทนี้ จะได้ออกมาไม่ชัดเจนเหมือนประเภทที่ 1 ดังนั้นการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศเหล่านี้มีวิธีที่ดีที่สุดคือทำโดยคณะบุคคลให้ดุลยพินิจของคนส่วนใหญ่ในการพิจารณาตัดสินใจในขั้นการวิเคราะห์ข้อมูลนี้หากข้อมูลและสารสนเทศที่ได้จัดเก็บไว้ไม่เพียงพอตามวัตถุประสงค์การใช้แต่ละเรื่องอาจต้องจัดเก็บเพิ่มเติม

4.6 ขั้นการนำไปใช้ การใช้ข้อมูลและสารสนเทศของโรงเรียนนั้นเป็นประเภทใหญ่ ๆ ตามวัตถุประสงค์ประมาณ 5 ประการสำคัญดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งแต่ละวัตถุประสงค์อาจจำเป็นต้องใช้มากน้อยต่างกันก็เรียนนี้

ฮาห์น มิร (อ้างถึงใน สุดาพร ปัญญาพฤกษ์, 2546: หน้า 17) ได้เสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารการจัดการศึกษาในชั้นเรียน ประเทศเกาหลี ไว้ในเครือข่ายการศึกษาทางอินเทอร์เน็ตของกลุ่มประเทศเอเปค โดยมีรูปแบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5 รูปแบบ คือ

1)    ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการสอนนำเข้าสู่บทเรียน รวมถึงการใช้ข้อมูล เช่น การใช้ CD-Rom ในรูปแบบต่างๆ ที่จะมีความเหมาะสมกับเยาวชนทุกระดับ

2)    การใช้สำหรับการเรียนรู้ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจความถูกต้องและใช้สำหรับประเมินผลการเรียนในระหว่างชั่วโมงเรียน และประเมินผลจากผลงาน

3)    การใช้เพื่อให้เกิดการสอนในหลายรูปแบบ ทั้งยังแสดงให้เห็นจุดยืนสำหรับการปฏิบัติการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำวิจัย

4)    ใช้ในการสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียนและกระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วย

5)    ใช้สำหรับเปลี่ยนบรรยากาศจากการใช้กระดานดำหรือช่วงทดเวลาเรียนเพื่อสั่งการบ้านหรือสรุปการเรียนการสอน

 

แนวคิดเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในสถานศึกษา

ในเรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้มีเป้าหมาย ให้ผู้เรียนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงและสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารตามมาตรฐาน หลักสูตร ประกอบด้วยเรื่องสำคัญ อาทิ เช่น ความหมายของข้อมูล แหล่งข้อมูล การจัดเก็บและเรียกใช้ สวนประกอบหลักของคอมพิวเตอร์ ประโยชน์และการใช้ระบบปฏิบัติการ การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้เทคโนโลยี กับภูมิปัญญาท้องถิ่นและสากล ความรู้การใช้เครือข่าย ค้นคว้าวิเคราะห์ ภาษาคอมพิวเตอร์และการพัฒนาโปรแกรม ซึ่งกรอบหลักสูตรดังกล่าว จะมีความยากง่ายเป็นขั้นตอน ครู อาจารย์ จะเป็นส่วนสำคัญมากที่จะพัฒนาความรู้ กระบวนการถ่ายทอดความรู้ให้เด็กเรียนอย่างเข้าใจและสนุกสนาน รวมทั้งใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต คุณภาพการทำงานของครูอาจารย์ เด็กและผู้ปกครองที่เกี่ยวข้องทุกคน (อธิปตย์ คลี่สุนทร, 2546: หน้า 5)

  1. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และเครือข่ายโทรคมนาคมที่เชื่อมต่อกันสำหรับใช้ในการส่งและรับข้อมูล รวมถึงมัลติมีเดียที่เกี่ยวกับความรู้ผ่านกระบวนการหรือจัดทำให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายและมีความสะดวกมาใช้ประโยชน์สำหรับการศึกษาในระบบการศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งผสมผสานกับการจัดทำหลักสูตร การพัฒนาระบบการศึกษา โดยกำหนดกรอบในการปฏิบัติให้กับโรงเรียนได้เป็นแนวทางการพัฒนา ในการกำหนดยุทธศาสตร์การใช้เทคโนโลยี  สารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไวทั้งหมด 4 ด้าน ไดแก่

1.1 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

1.2 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการบริหารและการบริการทางการศึกษา

1.3 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการผลิตและพัฒนาบุคลากร

1.4 การกระจายโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา

ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทางการศึกษาที่กล่าวข้างต้นของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง 4 ด้าน มีความหมาย ดังนี้

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน หมายถึง การพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้เรียนได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการเรียนรู้พัฒนาผู้สอนให้มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การพัฒนาสื่อการสอนที่เป็น Electronic การพัฒนาด้านหลักสูตรโดยให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในโรงเรียน มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการบริหารและการบริการทางศึกษา หมายถึง การพัฒนาหน่วยงานให้เป็นเครือข่ายศูนย์ปฏิบัติการทางการศึกษาเป็นคลังข้อมูลสารสนเทศ พัฒนาระบบงานเพื่อการบริหาร/การบริการ บุคลากรมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการผลิตและพัฒนาบุคลากร หมายถึงพัฒนาโรงเรียนเพื่อให้เปิดสอนหลักสูตร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับสูง ผู้สอนมีความรู้ความสามารถการสอนเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถเมื่อจบโรงเรียน จัดให้มีหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรับรองเพื่อป้อนตลาดแรงงาน มีผลงานการวิจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

การกระจายโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา หมายถึง บุคลกรมีความพร้อมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โรงเรียนมีซอฟต์แวร์พื้นฐานที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เพียงพอในการใช้งานและการเรียนการสอน จัดให้มีเครือข่าย Internet และ Intranet (ปรัชญนันท์ นิลสุข, 2546: หน้า 1-4)

การกำหนดยุทธศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งกำหนดให้สถานศึกษาได้ปฏิบัติเพื่อการนำไปใช้ในการบริหารสถานศึกษาโดยกระทรวงศึกษาธิการมีความประสงค์ที่จะพัฒนาการศึกษาโดยนำเทคโนโลยีมาใช้ทั้งการพัฒนาระบบการศึกษา การพัฒนาการเรียนการสอน การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตลอดจนการสร้างพื้นฐานให้กับการศึกษา ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ให้กระจายในทุกพื้นที่ในการจัดการศึกษา

  1. แนวดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา แนวทางการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา แบงออกเป็น 3 ด้าน ไดแก (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2543)

2.1  ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรที่จำเป็น ได้แก่ ระบบการสื่อสาร ระบบฮาร์ดแวร์และระบบซอฟต์แวร์

2.2 ด้านการบริหารจัดการเป็นการดำเนินการเพื่อให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ในโรงเรียนโดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการแสวงหาองค์ความรู้ และการจัดการระบบงานต่างๆ ในโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

2.3  ด้านการจัดการเรียนการสอนเป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอน คือ ใช้เรียนรู้และฝึกทักษะด้านคอมพิวเตอร์ ของนักเรียน ใช้ สร้างสื่อและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนของครูผู้สอน เป็นเครื่องมือในการสืบค้น การเรียนการสอน สร้างองค์ความรูการนำเสนอ และการประมวลผล

  1. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารตามคุณลักษณะการใช้งาน

3.1  การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบ ข้อมูลที่เก็บมาได้มักจะเก็บในสื่อต่างๆ เช่น แผ่นบันทึก แผ่นซีดี หรือเทป เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้ จะถูกนำมาประมวลผลตามต้องการ เช่น แยกแยะข้อมูลเป็นกลุ่ม เรียงลำดับข้อมูล คำนวณ หรือจัดการคัดแยกข้อมูลที่จัดเก็บนั้น

3.2  การแสดงผล อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีในการแสดงผลลัพธ์มีมากสามารถแสดงเป็นตัวหนังสือ เป็นรูปภาพ ตลอดจนพิมพ์ออกมาที่กระดาษ การแสดงผลลัพธ์ มีทั้งที่แสดงเป็นภาพเป็นเสียง เป็นวีดีทัศน์ เป็นต้น

3.3  การทำสำเนา เมื่อมีข้อมูลที่จัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ การทำสำเนาจะทำได้ง่ายและทำได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้น อุปกรณ์ช่วยในการทำสำเนาจัดได้ว่าเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เรามีเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร อุปกรณ์การเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น จานบันทึก ซีดีรอม ซึ่งสามารถทำสำเนาได้เป็นจำนวนมาก

3.4  การสื่อสารโทรคมนาคม เป็นวิธีการที่จะส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือกระจายออกไปยังปลายทางครั้งละมากๆ ปัจจุบันมีอุปกรณ์ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมหลายประเภทตั้งแต่ โทรเลข โทรศัพท์ เส้นใยนำแสง เคเบิลใต้น้ำ คลื่นวิทยุไมโครเวฟ ดาวเทียม เป็นต้น

  1. หลักและแนวปฏิบัติสำหรับโรงเรียนในการจัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้โรงเรียนมีและใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานการจัดระบบข้อมูลของโรงเรียนจึงควรดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนตามหลักการจัดในเชิงระบบอย่างน้อย 6 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอนโรงเรียนควรยึดหลักการและแนวปฏิบัติดังนี้ (เชิดศักดิ์ พันธ์พิพัฒน, 2538: หน้า 16-20)

4.1  ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินงานในขั้นนี้ หมายถึง โรงเรียนต้องไปเก็บข้อมูลมาจากแหล่ง ซึ่งข้อมูลดังกล่าว อาจเป็นแหล่งต้นตอของข้อมูล ซึ่งเรียกว่าแหล่งปฐมภูมิ อันเป็นที่เกิดของข้อมูลที่โรงเรียนต้องการใช้หรือจากแหล่งทุติยภูมิ คือ แหล่งที่ได้จัดเก็บข้อมูลไว้จากแหล่งต้นตอขั้นหนึ่งแล้ว ดังนั้นโดยหลักการแหล่งข้อมูลทั้งสองจะมีข้อมูลทั้งข้อมูลดิบและสารสนเทศ (Information) ที่แหล่งข้อมูลได้ประมวลผลไว้ขั้นหนึ่งแล้ว โรงเรียนนำมาใช้ได้ทันทีไม่ต้องมาประมวลผล (processing) อีกครั้งหนึ่ง และแหล่งข้อมูลจะมีทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน  ในการดำเนินการในขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลมีแนวปฏิบัติในขั้นตอนต่างๆ ที่สำคัญดังนี้

4.1.1 การกำหนดวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลของโรงเรียนให้ชัดเจน วัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลจะเป็นกรอบหลักให้กับโรงเรียนขอบข่ายภารกิจของโรงเรียนแล้ว วัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลของโรงเรียน คือ เพื่อการจัดทำนโยบายและแผนพัฒนา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประจำปีของโรงเรียน เพื่อรายงานข้อมูลผลการปฏิบัติงานเพื่อบริการครู นักเรียน คนงาน ภารโรงในโรงเรียน เพื่อบริการชุมชนและเพื่อแกไขปัญหาและปรับปรุงงาน

4.1.2 การกำหนดขอบข่ายของข้อมูลที่ต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ จากวัตถุประสงค์ดังกล่าวจะเป็นกรอบหลักในการกำหนดขอบข่ายรายการข้อมูลหรือสารสนเทศที่โรงเรียนจะต้องไปจัดเก็บมาจากแหล่งได้ชัดเจน ได้ชั้นหนึ่งจากนั้นโรงเรียนก็มากำหนดรายการข้อมูลแต่ละวัตถุประสงค์ในรายละเอียดลงไปโดยมีแนวปฏิบัติดังนี้

4.1.2.1 การตรวจสอบจากแบบรายงานข้อมูล หรือแบบสำรวจข้อมูลของหน่วยงานเหนือ โดยเฉพาะแบบรายงานข้อมูล 10 มิถุนายน ซึ่งเป็นการประจำทุกปีที่โรงเรียนจะต้องใช้เพื่อกรอกในแผนรายงานหรือแบบสำรวจดังกล่าว รวมถึงแบบสำรวจจากหน่วยงานเกี่ยวของอื่นๆ

4.1.2.2 การกำหนดรายงานดัชนีทางการศึกษาให้ครอบคลุมภารกิจของโรงเรียนรายงานดัชนีแต่ละตัวจะบอกได้ว่าโรงเรียนต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้างมาจัดคำของดัชนีแต่ละตัวดัชนีบางตัวใช้ข้อมูลดิบสองตัว แต่บางตัวใช้ข้อมูลดิบหลายๆ ตัว จึงจะสร้างค่าดัชนีไดหนึ่งตัว

4.1.2.3 การกำหนดแหล่งข้อมูล การกำหนดขอบข่ายของข้อมูลที่ต้องใช้ตามวัตถุประสงค์จะทำให้โรงเรียนรู้ได้ว่า แหล่งข้อมูลดังกล่าวอยู่ที่ไหน นอกโรงเรียนหรือในโรงเรียนและ ข้อมูลดังกล่าวมาแล้วหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงข้อมูลตามรายการ ข้อมูลดังกล่าวอาจยังไมมี ไม่ เกิด เช่น ข้อมูลประเภทความคิดเห็น หรือการคาดคะเนอนาคต เป็นต้น จะต้องสร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้นมา วิธีการที่ทำกันมากคือ การจัดประชุมสัมมนา การประชุมระดมสมอง การทำวิจัยหรือเทคนิคอื่นๆ

4.1.2.4 การกำหนดวิธีการและจัดสร้างเครื่องมือเก็บข้อมูล โรงเรียนจะต้องกำหนดวิธีการว่าจะเก็บข้อมูลด้วยวิธีใด จะใช้เครื่องมืออะไร เช่น การสำรวจ การรายงาน การสัมภาษณ์ การศึกษาวิจัย การประชุมระดมความคิด ประชุมสัมมนา เป็นต้น สวนกำหนดเวลาก็ต้องสอดคล้องกับการเกิดและมีของข้อมูลจากแหล่งข้อมูลรวมทั้งกำหนดเวลาไว้แน่นอนแล้วคือ วันที่ 10 มิถุนายน โรงเรียนจึงสามารถใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มิฉะนั้นก็เหมือนที่กล่าวกันเล่นๆ แต่เป็นเรื่องจริงว่า ข้อมูลยกเมฆ

4.2  ขั้นตรวจสอบข้อมูล เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติของข้อมูลหรือสารสนเทศที่เก็บมาจากแหล่งว่ามีคุณสมบัติตามที่ต้องการหรือไม่ ซึ่งข้อมูลที่ดีตามหลักการนั้น ควรมีคุณสมบัติอย่างน้อย 3 ประการ คือ

4.2.1 เป็นข้อมูลและสารสนเทศที่ทันสมัย กล่าวคือ สารสนเทศที่ดีจะต้องได้รับทันต่อการใช้ประโยชน์และเป็นสารสนเทศที่เป็นปัจจุบันอยู่เสมอสามารถนำมาใช้ได้ทันท่วงที สารสนเทศจึงจะมีประสิทธิภาพต่อการบริหารข้อมูลบางอย่างต้องเก็บทุก 1 ป บางอย่าง 5 ปตอ 1 ครั้ง

4.2.2 มีความตรงตามเนื้อหาของสารสนเทศที่ต้องการ สารสนเทศที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติในการสื่อความหมาย ตามวัตถุประสงค์และลักษณะงาน มีความพอเพียงและไม่เบี่ยงเบนเช่น ข้อมูลจำนวนนักเรียนที่สำหรับรายงานผล ก็อาจจะเพียง 1 ปการศึกษา แต่หากเพื่อการวางแผน อาจต้องใช้ย้อนหลัง 5 ป พยากรณ์ไปล่วงหน้าอีก 5 ป เป็นต้น

4.2.3 มีความถูกต้องแม่นยำ คุณสมบัติข้อนี้แสดงถึงคุณค่าและประโยชน์ของสารสนเทศที่นับว่าสำคัญมาก เพราะแม้สารสนเทศนั้นจะตรงต่อความต้องการและสามารถผลิตไดทันเวลา

4.3 ขั้นจัดการทำข้อมูล ขั้นนี้ หมายถึงขั้นปรับเปลี่ยนข้อมูลดิบเป็นสารสนเทศ ในส่วนที่ยังเป็นข้อมูลดิบๆ อยู่ สวนใดเป็นสารสนเทศแล้วนำมาแยกกลุ่มพวกตามลักษณะงานในการประมวลผลนั้น โรงเรียนอาจใช้ตั้งแต่การคิดอย่างง่ายโดยใช้มือโดยเครื่องคิดเลข สวนโรงเรียนใดถึงขั้นมีคอมพิวเตอร์ใช้ก็ใช้การประมวลผล โดยเครื่องซึ่งจะต้องจัดทำโปรแกรมขึ้นมา การประมวลผลในขั้นต้น มีดังนี้

4.3.1 พิจารณาจากดัชนีที่ได้กำหนดไว้แล้ว โรงเรียนได้กำหนดดัชนีไว้ทั้งหมดประมาณกี่ตัวที่จะใช้บอกสภาพการดำเนินงานตามภารกิจ หรือเพื่อคาดคะเนสำหรบการวางแผนในอนาคตเพราะค่าของดัชนีแต่ละตัวต้องใช้ข้อมูลเป็นตัวแปรค่า เช่น ดัชนีอัตราครู นักเรียน ต้องนำข้อมูลจำนวนครู กับจำนวนนักเรียนมาจัดกระทำเป็นอัตราส่วนขึ้นมา หากดัชนี 100 ตัว ก็จัดกระทำเบื้องต้น 100 ตัวก่อน

4.3.2 พิจารณาจากแบบสำรวจหรือรายงานที่โรงเรียนต้องกรอกให้หน่วยงานระดับเหนือและหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อดูว่าในตารางดังกล่าว บางตารางใช้ข้อมูลดิบกรอกโดยไม่ต้องประมวลผล สวนบางตารางต้องนำข้อมูลดิบมากระทำเป็นสารสนเทศชั้นหนึ่งก่อน

4.3.3 การประมวลในขั้นที่ 2 เป็นการนำดัชนี หรือสารสนเทศที่ประมวลผล ขั้นต้นแล้วมาจัดกระทำอีกครั้งหนึ่ง ให้เป็นดัชนีรวม หรือดัชนีสังเคราะห์โดยใช้ดัชนีหลายๆ ตัว มาจัดกระทำ เช่น การหาอัตราการเจริญเติบโต

4.4 ขั้นการจัดหน่วยหรือคลังข้อมูลโรงเรียน หมายถึง ขั้นที่โรงเรียนดำเนินการเพื่อจัดให้มีแหล่งข้อมูลขึ้นในโรงเรียนในลักษณะเป็นหน่วยงานหรือคลังข้อมูล เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ของโรงเรียนเองหรือแหล่งข้อมูลไว้บริการกับหน่วยงานอื่นๆ ในการดำเนินการขั้นตอนนี้ อาจจะทำอย่างสมบูรณ์แบบหากโรงเรียนมีความพร้อมหรือแบบง่ายๆ ตามสภาพของโรงเรียนแต่เน้นประสิทธิภาพในการใช้ ซึ่งมีกิจกรรมสำคัญดังนี้

4.4.1 จัดให้มีอาคารสถานที่ เช่น กำหนดให้มีห้องๆ หนึ่ง หากโรงเรียนมีห้องเหลือพอเป็นห้องศูนย์สารสนเทศของโรงเรียน แต่หากไม่สามารถทำอย่างนั้นได้  ก็อาจใช้มุมหรือส่วนหนึ่งของห้องสมุดโรงเรียนทำเป็นแหล่งสารสนเทศของโรงเรียน

4.4.2 จัดครุภัณฑ์ วัสดุ สำหรับใช้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ เช่น ตูเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ในการเก็บหรือนำเสนอข้อมูล เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

4.4.3 จัดระบบค้นหาเพื่อประสิทธิภาพในการใช้ตามที่เหมาะสม ซึ่งอย่างน้อยต้องจัดทำเป็นแฟ้มข้อมูล หรือหากมีความสามารถในการจัดเก็บ ซึ่งจะต้องจัดเก็บเป็นแผ่นดิสก์ในรูปแบบโปรแกรมต่างๆ ที่กำหนด รูปแบบในการจัดแฟ้มตามลักษณะงาน หากต้องการให้มีความชัดเจน และสะดวกในแต่ละงานควรแยกข้อมูลเป็น 3 ประเภท ตามระบบการศึกษา คือ ข้อมูลด้านปัจจัย กระบวนการและผลผลิต

4.4.4 กำหนดบุคลากรรับผิดชอบทำหน้าที่บริหารหรือจัดการใช้ศูนย์สารสนเทศของโรงเรียน ซึ่งควรใช้มีตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป

4.4.5 กำหนดระเบียบวิธีการหรือหลักเกณฑ์ การใช้ศูนย์สารสนเทศของโรงเรียนให้ชัดเจน ทั้งบุคลากรในโรงเรียนและบุคลากรภายนอก ในกรณีบริการชุมชน หรือหน่วยงานเกี่ยวข้อง

4.4.6 ประชาสัมพันธ์ให้ครูหรือบุคลากรในโรงเรียนรวมทั้งบุคลากรภายนอกทราบเพื่อมารับบริการ

4.5 ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล การดำเนินการในขั้นนี้ เป็นขั้นที่จะนำข้อมูลสารสนเทศมาใช้ตัดสินใจในการบริหารจัดการหรือปฏิบัติ งานตามวัตถุประสงค์แต่ละเรื่องแต่ละครั้ง เช่น การวิเคราะห์ เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาในการจะทำแผนทั้งแผนพัฒนาหรือแผนปฏิบัติการ เป็นต้น

ในการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นที่สำคัญ คือ ข้อมูลและสารสนเทศจะแบ่งเป็นประเด็นใหญ่ๆ ดังนี้

4.5.1 ประเภทที่มีลักษณะเป็นปรนัย คือ ความชัดเจนในตัวเอง การวิเคราะห์ไมว่าจะวิเคราะห์โดยใคร เมื่อใด ผลก็จะออกมาเหมือนๆ กัน ได้แก่ พวกข้อมูลที่เป็นกฎระเบียบมีเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์แสดงเป็นสถิติเป็นตัวเลข เช่น อัตราการเกณฑ์เด็กได้ 90 % เป็นต้น

4.5.2 ประเภทที่มีลักษณะเป็นอัตนัย ข้อมูลและสารสนเทศประเภทนี้ ได้แก่พวกภาษาสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความคิด เช่น ความสวยระดับนางสาวไทย ความดีระดับบุคคลตัวอย่าง ประเทศ ผลในการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศประเภทนี้ จะได้ออกมาไม่ชัดเจนเหมือนประเภทที่ 1 ดังนั้นการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศเหล่านี้มีวิธีที่ดีที่สุดคือทำโดยคณะบุคคลให้ดุลยพินิจของคนส่วนใหญ่ในการพิจารณาตัดสินใจในขั้นการวิเคราะห์ข้อมูลนี้หากข้อมูลและสารสนเทศที่ได้จัดเก็บไว้ไม่เพียงพอตามวัตถุประสงค์การใช้แต่ละเรื่องอาจต้องจัดเก็บเพิ่มเติม

4.6 ขั้นการนำไปใช้ การใช้ข้อมูลและสารสนเทศของโรงเรียนนั้นเป็นประเภทใหญ่ ๆ ตามวัตถุประสงค์ประมาณ 5 ประการสำคัญดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งแต่ละวัตถุประสงค์อาจำเป็นต้องใช้มากน้อยต่างกับนักเรียน

ฮาห์น มิร์ (อ้างถึงใน สุดาพร ปัญญาพฤกษ์, 2546: หน้า 17) ได้เสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารการจัดการศึกษาในชั้นเรียน ประเทศเกาหลี ไว้ในเครือข่ายการศึกษาทางอินเทอร์เน็ตของกลุ่มประเทศเอเปค โดยมีรูปแบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5 รูปแบบ คือ

1)    ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการสอนนำเข้าสู่บทเรียน รวมถึงการใช้ข้อมูล เช่น การใช้ CD-Rom ในรูปแบบต่างๆ ที่จะมีความเหมาะสมกับเยาวชนทุกระดับ

2)    การใช้สำหรับการเรียนรู้ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจความถูกต้องและใช้สำหรับประเมินผลการเรียนในระหว่างชั่วโมงเรียน และประเมินผลจากผลงาน

3)    การใช้เพื่อให้เกิดการสอนในหลายรูปแบบ ทั้งยังแสดงให้เห็นจุดยืนสำหรับการปฏิบัติการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำวิจัย

4)    ใช้ในการสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียนและกระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วย

5)    ใช้สำหรับเปลี่ยนบรรยากาศจากการใช้กระดานดำหรือช่วงทดเวลาเรียนเพื่อสั่งการบ้านหรือสรุปการเรียนการสอน

 

การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้เพื่อการศึกษา

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในปัจจุบัน มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการปฏิรูปการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และมีการเปลี่ยนบทบาทของผู้เรียนจากการเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียวมาเป็นผู้เรียนที่มีความกระตอรอรนในการสืบค้นสารสนเทศ สนใจในการสำรวจ ค้นหา และแสวงหาแนวทางแกปัญหาในการเรียนรู้ร่วมถึงการมีส่วนร่วมในการเรียนขณะเดียวกัน ผู้สอนก็มีบทบาทจากการเป็นศูนย์กลางในการเรียนการสอนมาเป็นผู้คอยชี้แนะผู้สนับสนุนให้ความรวมมอ และบางครั้งจะเป็นผู้เรียนรู้ร่วมไปกับผู้เรียนด้วย ซึ่งได้มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา ดังนี้

ครรชิต มาลัยวงศ์ (2540: หน้า 5-8) ได้กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการศึกษาไว 6 ด้าน ดังนี้

  1. คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assited Instruction : CAI)
  2. ระบบสื่อประสม (Multimedia) เป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลและแสดงไดทั้งข้อความ ภาพกราฟก ภาพเคลื่อนไหวและเสียงได้พร้อมกัน
  3. ระบบสารสนเทศ เป็นระบบสำหรับรับข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามาสู่หน่วยงานเพื่อดำเนินการที่เกี่ยวข้อง โดยระบบสารสนเทศในด้านการศึกษา ได้แก่ ตรวจสอบและคำนวณผลสอบจดระบบบุคลากร ให้บริการห้องสมุด เป็นต้น
  4. ระบบฐานข้อมูล เนื่องจากการบันทึกข้อมูลไว้ในระบบคอมพิวเตอร์นั้น ปัจจุบันนิยมเก็บไว้เป็นหลักฐานข้อมูล ซึ่งต้องมีซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูล ผู้ใช้และการค้นหาข้อมูลให้ผู้ใช้ซึ่งในทางการศึกษานั้นจะมีประโยชน์ในการสร้างฐานข้อมูลต่อไปนี้ฐานข้อมูล อุปกรณ์และเครื่องมือสอน ฐานข้อมูลหนังสือ ฐานข้อมูลหลักสูตร ฐานข้อมูลนักเรียนนักศึกษา เป็นต้น
  5.    ระบบอินเทอร์เน็ต คือ เครือข่ายที่มีแม่ข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกมาต่อเชื่อมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตจะได้รับบริการต่อไปนี้ ไปรษณียอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail : E-mail) การถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล (File Transfer Protocol, หน้าFTP) การสืบค้นข้อมูลบนเว็บ (World Wide Web) เป็นต้น
  6. ปัญญาประดิษฐ์ คือ การทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ ซึ่งที่สำคัญต่อการศึกษา เช่น การทำให้คอมพิวเตอร์บันทึกเก็บรวบรวมความรู้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้คนค้นมาใช้งานได้ เป็นต้น

เกศินี จุฑาวิจิตร (2540: หน้า 11) ได้กล่าวว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาไวดังนี้

  1. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) คือการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการเสนอบทเรียน ข้อทดสอบและคะแนนสอบ ผู้เรียนจะสามารถเรียนบทเรียนต่างๆ ได้ เร็ว-ชาตามความสามารถของตนเอง
  2. การใช้โปรแกรมบทเรียน (Courseware) เพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ได้เข้าถึงบทเรียนใหม่ ได้เรียนเสริมจากโปรแกรมบทเรียน และได้หัดใช้คอมพิวเตอร์ไปพร้อมกัน ซึ่งในโปรแกรมจะมีทั้งเสียงบรรยาย ภาพเคลื่อนไหว และสามารถโต้ตอบผู้เรียนได
  3. การสอนทางไกลผ่านระบบดาวเทียม คือ การสอนทางเดียวเหมือนกับการแพทย์ ภาพทางโทรศัพท์อีกรูปแบบหนึ่ง คือ การสอนโดยการประชุมทางไกล (Video Teleconference)
  4. ไอทีแคมปัส (IT Campus) เป็นการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้กระจายสู่ต่างจังหวัดได้อย่างทั่วถึง โดยไม่ต้องเปิดมหาวิทยาลัยใหม่ และลดปัญหาการขาดแคลนครู อาจารย์ เพื่อให้ผู้เรียนในชนบทได้มีโอกาสในระดับสูงขึ้น แต่แนวคิดนี้ยังมีการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนอยู่

อธิปตย์ คลี่สุนทร (2541: หน้า 5) ได้กล่าวว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาไวดังนี้

  1. ครูอาจารย์ สามารถพัฒนาคุณภาพบทเรียน หรือแนวคิดในสาขาวิชาที่สอนโดยการเรียกดูจากสถาบันอื่นไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาวิชาการ คู่มือครู แบบฝึกหัดหรืออาจจะมีการแลกเปลี่ยนเนื้อหาวิชา คู่มือครู แผนการสอน จะทำให้เกิดการพัฒนา ปรับปรุงเทคนิคต่างๆ สร้างเป็นเครือข่ายการเรียนรูได้ง่ายและสะดวกขึ้น
  2. นักเรียน นักศึกษาสามารถเข้าถึงบทเรียนของผู้สอน ซึ่งอยู่ในรูปของเอกสาร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เหตุการณจำลอง เป็นการเรียนด้วยตนเองผ่านบทเรียนสำเร็จรูป (Self-learning instruction) หรือการกระทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง (Self-doing instruction)
  3. ข้อมูลการบริหารจัดการ สามารถติดตาม ถ่ายโอนและแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในเชิงบริหารสถานศึกษา และยังรวมถึงการชี้แนะแนวทางให้กับผู้เรียนเกี่ยวกับการแนะนำการศึกษาและอาชีพ
  4. กานการวิเคราะห์วิจัยซึ่งผู้สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยได้ ข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นงานที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นจึงสามารถนำมาประกอบและประยุกต์ใช้งานของตนได้
  5. การศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม เนื่องจากสังคมในปัจจุบันเป็นสังคมที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกัน การแลกเปลี่ยนความรู้แนวคิด จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะนำมาประยุกต์ใช้เข้ากับสังคมของตน และรับรู้เกี่ยวกับสังคมอื่นๆ เพื่อการปรับตนเองให้อยู่ร่วมกันไดอย่างสันติสุข

ไพรัช ธวัชพงษ์ และ กฤษณะ ชางกล่อม (2543: หน้า 16) ได้กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา ซึ่งสามารถสรุปไดดังนี้

  1. การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI)
  2. ระบบสื่อประสม (Multimedia) เป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลและแสดงไดทั้งข้อความ ภาพกราฟก ภาพเคลื่อนไหวและเสียง ได้พร้อมกันช่วยให้การจัดทำโปรแกรมบทเรียนน่าสนุกขึ้นใช้ได้เพลิดเพลินมากขึ้น
  3. ใช้เป็นระบบสารสนเทศ เป็นระบบสำหรับข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามาสู่หน่วยงานเพื่อดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยในการประเมินผลและจัดทำรายงาน และยังช่วยให้ประหยัดแรงงานและทรัพยากรอีกด้วย
  4. ระบบฐานข้อมูล เนื่องจากการบันทึกข้อมูลไว้ในระบบคอมพิวเตอร์นั้น ทำให้ข้อมูลเป็นระบบ ปัจจุบันนิยมเก็บไว้เป็นหลักฐานข้อมูล ซึ่งต้องมีซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลผู้ใช้และการค้นหาข้อมูลให้ผู้ใช้ ซึ่งในทางการศึกษานั้นจะมีประโยชน์ในการสร้างฐานข้อมูล
  5. ระบบอินเทอร์เน็ต คือ เครือข่ายที่มีแม่ข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกมาเชื่อมต่อกันเป็นจำนวนมาก สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้และสามารถเรียนรูไดตลอดชีวิต

สานิตย์ กายาผาด (2542: หน้า 17-18) ได้กล่าวถึงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการศึกษาไว้ 6 ประเภท คือ

  1. คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการนำเอาคำอธิบายบทเรียนมาบรรจุไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วนำบทเรียนนั้นมาแสดงแก่ผู้เรียน เมื่อผู้เรียนอ่านคำอธิบายนั้นแล้ว คอมพิวเตอร์ก็จะทดสอบความเข้าใจว่าถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องก็ต้องมีการอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมให้เข้าใจมากขึ้น ปัจจุบันมีการพัฒนาถึงขั้นใช้สื่อประสม และใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุผลสำเร็จมากขึ้น
  2. การศึกษาทางไกล เช่น การใช้ วิทยุ โทรทัศน์ ออกอากาศให้ผู้เรียนศึกษาเองตามเวลาที่ออกอากาศ ไปจนถึงระบบการแพร่ภาพผ่านดาวเทียม หรือการประยุกต์ใช้ ระบบประชุมทางไกลโดยใช้ผู้สอน และผู้เรียนสามารถสื่อสารกันได้ทันทีเพื่อสอบถามข้อสงสัยหรืออธิบายคำสอนเพิ่มเติม
  3. เครือข่ายการศึกษา เป็นการจัดทำเครือข่ายการศึกษา เพื่อให้ครูอาจารย์และนักเรียน นักศึกษา มีโอกาสใช้เครือข่ายเพื่อเสาะแสวงหาความรู้ที่มีอยู่ใช้บริการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ทางการศึกษา เช่น บริการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ การเผยแพร่ และการสืบค้นข้อมูลบนเว็บ
  4. การใช้งานห้องสมุดการให้การบริการในลักษณะเครือข่าย การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาใช้ ในห้องสมุด ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกมากขึ้น เช่น บริการยืมคืน การค้นหาหนังสือ วารสาร สิ่งตีพิมพ์ต่างๆ ที่ต้องการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
  5. งานในห้องปฏิบัติการร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น การจำลองแบบ การออกแบบวงจรไฟฟ้า การควบคมการทดลอง
  6. การใช้ในงานประจำและงานบริหาร เช่น การจัดทำทะเบียนประวัติของนักเรียน นักศึกษา การเลือกเรียน การลงทะเบียนเรียน การแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ข้อมูลผู้ปกครองหรือข้อมูลครู

สุขุม เฉลยทรัพย์ และคณะ (2542: หน้า 8) ได้กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา โดยแบ่งเป็น 6 ประเภท คือ

  1. การใช้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) เป็นการนำเอาคำอธิบายบทเรียนมาบรรจุไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วนำบทเรียนนั้นมาแสดงแก่ผู้เรียนเมื่อผู้เรียนอ่านคำอธิบายแลว คอมพิวเตอร์จะทดสอบความเข้าใจว่าถูกต้องหรือไม่
  2. การศึกษาทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการศึกษาทางไกลมีหลายแบบตั้งแต่แบบง่ายๆ ไปจนถึงการใช้ระบบแพร่ภาพดาวเทียม (Direct To Home : DTH) หรือการประยุกต์ใช้ระบบประชุมทางไกล (Video Teleconference) โดยผู้สอนและผู้เรียนสามารถสื่อสารกันไดในทันที
  3. เครือข่ายการศึกษา เป็นการจัดเครือข่ายการศึกษา เพื่อให้ครูอาจารย์และนักเรียน นักศึกษามีโอกาสใช้เครือข่าย เพื่อเสาะแสวงหาความรู้ที่มีอยู่อย่างมากมายทั่วโลกและการใช้บริการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ทางการศึกษา
  4. การใช้งานห้องสมุด ซึ่งในปัจจุบันห้องสมุดทั้งของมหาวิทยาลัยของรัฐบาลและเอกชนแทบทุกแห่งได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีความร่วมมือในการให้บริการในลักษณะเครือข่าย เช่น โครงการ PULINET (Provincial University Library Network) และโครงการ TGAILINET (Thai Library Network) การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในห้องสมุดทำให้ผู้ใช้ไดรับความสะดวกมากขึ้น
  5. การใช้งานในห้องปฏิบัติการมีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการทำงานในห้องปฏิบัติการร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น การจำลองแบบ การออกแบบวงจรไฟฟ้า ซึ่งอุปกรณ์ที่ทันสมัยในปัจจุบัน ต่างผนวกความสามารถของเทคโนโลยี สารสนเทศเข้าไปด้วยแทบทั้งสิ้น
  6. การใช้งานประจำและงานบริหาร เช่น การจัดทำทะเบียน การลงทะเบียนเรียน เป็นต้น ซึ่งการมีข้อมูลต่างๆ ทำให้ครูอาจารย์สามารถติดตามและดูแลนักเรียนได้อย่างดีรวมทั้งครูอาจารย์สามารถพัฒนาตัวเองไดสูงขึ้น

กิดานันท์ มลิทอง (2543: หน้า 13-15) ได้กล่าวถึงประเภทของเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารที่มีบทบาทสำคัญทางการศึกษาไว ดังต่อไปนี้

  1. คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการใช้โปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้และการฝึกอบรม
  2. สื่อประสม เป็นการใช้ระบบสื่อประสมในลักษณะตัวอกษร ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ในการเรียนการสอนและการฝึกอบรม
  3. การประชุมทางไกลโดยวีดีทัศน์ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนการสอนระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ระหว่างสถาบันการศึกษาให้ไดเรียนรู้พร้อมกัน
  4. หองสมุดอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สอนและผู้เรียนในการสืบค้นระยะไกล และการเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างบุคคลที่อยู่นอกระบบการศึกษาภาคปกติหรือที่อยู่ในระบบการศึกษาทางไกล
  5. ระบบสารสนเทศ เป็นการรับ ประมวลผล และจัดการข้อมูลภายในสถาบันการศึกษา เช่น การตรวจข้อสอบ และคำนวณผลสอบ การลงทะเบียนนักศึกษา จัดระบบบุคลากรการให้บริการหองสมุด เป็นต้น
  6. ระบบฐานข้อมูล เป็นระบบจัดการและเก็บรักษาฐานข้อมูลต่างๆ เช่น ฐานข้อมูลนักศึกษา ฐานข้อมูลอุปกรณ์การศึกษา เป็นต้น
  7. ระบบเครือข่าย โดยการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตทั้งภายในและภายนอกสถาบันเพื่อการเรียนการสอนและการสื่อสาร

สุกรี รอดโพธิ์ทอง (2543: หน้า 21) กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทางการศึกษาไว้ดังต่อไปนี้

  1. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย (Multimedia CAI)
  2. คอมพิวเตอร์เพื่อการจัดการศึกษา
  3. คอมพิวเตอร์เพื่อการบริหารจัดการด้านการเรียนการสอน
  4. คอมพิวเตอร์เพื่อการให้บริการสืบคนและรับ ส่งข้อมูลขาวสาร
  5. การศึกษาทางไกล
  6. งานห้องสมุดและฐานข้อมูลการศึกษา
  7. งานออกแบบและกราฟก
  8. งานผลิตสื่อการสอน

บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์ (2546: หน้า 11) ได้กล่าวถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาในด้านที่สำคัญๆ ไว 3 ด้าน คือ

  1. เพื่อการค้นคว้าและการเข้าใจถึงแหล่งสารสนเทศ โดยเป็นศักยภาพที่สำคัญที่คนส่วนใหญ่มองว่าอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์ในการใช้ค้นคว้าข้อมูลและเข้าถึงแหล่งสารสนเทศขนาดใหญ่ ตลอดจนสื่อการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบอาศัยการสืบค้นผ่านโปรแกรมสืบค้น
  2. เพื่อการติดต่อสอสาร โดยการพูดคุยสนทนาและการสื่อสารในหลากหลายรูปแบบบนเว็บไซต์ทำให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูด จึงนำส่วนนี้มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนในสถานศึกษา โดยอาจใช้เป็นเครื่องมือสนทนา อภิปรายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นตางๆ
  3. เพื่อการสร้างสรรค์งานด้วยเครื่องมือต่างๆ บนเว็บ โดยมีเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์เว็บเพจเหมาะต่อการใช้จัดทำโครงการช่วยส่งเสริมการใช้เว็บไซต์อย่างมีคุณค่า ผลงานที่สร้างสรรค์ จะนำไปสู่การเรียนรู้ถึงวิธีการเรียนหรือการเรียนเป็นการพบความสำเร็จจากการแก้ปัญหา

เพลล แสงทรัพย์ทวี (2546: หน้า 25) ได้สรุปการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา ไวดังนี้

  1. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ซึ่งผู้เรียนสามารถเข้าถึงบทเรียนของผู้เรียนได้ด้วยตนเอง ที่อยู่ในรูปสื่อประมวล จะทำให้โปรแกรมบทเรียนน่าสนใจใช้ได้สนุกและเพลิดเพลินมากขึ้น
  2. การใช้โปรแกรมบทเรียน เป็นโปรแกรมบทเรียนซึ่งสามารถส่งเสริมอธิบายมีภาพเคลื่อนไหวและสามารถโต้ตอบกับผู้เรียนได
  3. การศึกษาทางไกล เป็นการศึกษาที่ช่วยลดปัญหาในเรื่องระยะทาง ซึ่งจัดได้หลายรูปแบบ เช่น การใช้วิทยุ โทรทัศน์ การสื่อสารโดยใช้ระบบแพร่ภาพผ่านดาวเทียม หรือระบบการประชุมทางไกล
  4. เครือข่ายการศึกษา เป็นการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ เพื่อช่วยในการสืบค้นข้อมูล ช่วยในการติดต่อสอสารโดยใช้บริการต่างๆ เช่น บริการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail, หน้าE-mail) การเผยแพร่และค้นหาข้อมูลในระบบเวิลดไวด์เว็บ (WWW)
  5. การใช้งานในห้องสมุด เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกมากขึ้น เช่น บริการยืม-คืน การค้นหาหนังสือ วารสาร สิ่งตีพิมพ์ต่างๆ ที่ต้องการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
  6. การใช้งานในห้องปฏิบัติการ เป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ในห้องปฏิบัติการ เช่น การจำลองสถานการณ์ อาจใช้ในการจำลองแบบการออกแบบวงจรไฟฟ้า การควบคุมการทดลอง เป็นตน การใช้งานประจำและการบริหาร อาจใช้ในการลงทะเบียนเรียน การแสดงผลสัมฤทธิ์ การจัดทำทะเบียนประวัติของนักเรียน เป็นต้น การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จะทำให้เกิดความคลองตัว รวดเร็ว และแม่นยำ

สรุปได้ว่ามีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้เพื่อการศึกษาหลากหลายวิธีด้วยกัน มีทั้งระบบสารสนเทศ เป็นระบบรับข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามาสู่หน่วยงานเพื่อดำเนินการที่เกี่ยวข้องในด้านการศึกษา ได้แก่ การตรวจสอบและคำนวณผลสอบ ระบบฐานข้อมูล การบันทึกข้อมูลไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันนิยมเก็บไว้เป็นหลักฐานข้อมูล มีซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่จัดการขอมูล ผู้ใช้และการค้นหาข้อมูล ทางการศึกษานั้นจะมีประโยชน์ในการสร้างฐานข้อมูล ระบบอินเทอร์เน็ต คือ เครือข่ายที่มีแม่ข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกมาต่อเชื่อมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ใช้ระบบอินเทอร์เน็ต จะได้รับบริการต่อไปนี้ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail : E-mail) การถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล (File Transfer Protocol : FTP) การสืบค้นข้อมูลบนเว็บ (World Wide Web) การใช้คอมพิวเตอร์ บันทึกเก็บรวบรวมความรู้เป็นหมวดหมู่ เพื่อการค้นคว้าและการเข้าใจถึงแหล่งสารสนเทศ โดยเป็นศักยภาพที่สำคัญที่คนส่วนใหญ่ มองว่าอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์ในการใช้ค้นคว้าข้อมูลและเข้าถึงแหล่งสารสนเทศขนาดใหญ่ตลอดจนสื่อการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบอาศัยการสืบค้นผ่านโปรแกรมสืบค้น การติดต่อสื่อสารโดยการพูดคุยสนทนาและการสื่อสารในหลากหลายรูปแบบบนเว็บไซต์ ทำให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดจึงนำส่วนนี้มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนในสถานศึกษา โดยอาจใช้เป็นเครื่องมือสนทนา อภิปรายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นต่างๆ

 

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนการสอน

บทบาทการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอน

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษามีความสำคัญยิ่งต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน นอกจากเป็นเครื่องมือช่วยสอนที่ดีสำหรับครูผู้สอนแล้วยังเป็นการช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีความสนใจอยากเรียนและเกดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิผลส่งผลของการศึกษาวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า (Bruce and Rubin 1983, Reil 1998, Colette Daiute, 1985) คอมพิวเตอร์สร้างแรงจูงใจทางสังคมและปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้เรียนในห้องเรียน ส่วนซอว์เยอร์ (W.D.M. Sawyer, 1992) ได้กล่าวไววา นอกจากมีความสำคัญในระบบของสังคมโดยรวม และเป็นเครื่องมือในการประดิษฐ์ สร้าง เผยแพร และจัดการในด้านสารสนเทศแล้ว คอมพิวเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยจัดการการศึกษา ทั้งในด้านการบริหารการศึกษาและในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่มีอำนาจแข็งแรงอำนวยความสะดวกต่อการเรียนรู้ทั้งเป็นเครื่องมือที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจอยากเรียน กล่าวโดยสรุป เทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสารที่มีความสำคัญนี้การเรียนการสอน คอ เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนให้นักเรียนได้เข้าถึง และใช้งานสื่อดิจิตอล จัดการเรียนรู้ให้เข้ากับเป้าหมายหลักของการสอนพัฒนาตนเองและผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ปรับบทบาทและวิธีการสอนของครู มุ่งมั่นและดำเนินการให้สอดคล้องเป็นเครื่องมือ เพื่อช่วยเพิ่มผลงานและการติดต่อสื่อสารความร่วมมือของนักเรียน วิเคราะห์ ข้อมูลร่วมกันบริหารจัดการข้อมูล ค้นคว้าหาข้อมูลความร่วมมือของครู ครูทำงานร่วมกันเอง ร่วมกับนักเรียน และเพื่อนภายนอกโรงเรียนความร่วมมือระหว่างโรงเรียน นักเรียนทำงานร่วมกับผู้อื่นที่อยู่นอกโรงเรียน การสร้างงาน จัดทำชิ้นงาน เผยแพร่ผลงานช่วยทบทวนบทเรียน ซอฟต์แวร์เสริมการเรียน

เดนบี้ และ โฮลแมน (Denby and Holman, 2002: p. 8) ได้กล่าวถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับด้านตัวครูในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพนั้นต้องมีทักษะพื้นฐานการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์  เช่น ทักษะการใช้ซอฟต์แวร์ ประกอบด้วย ซอฟตแวร์การประมวลคํา ซอฟตแวร์การนำเสนองาน เป็นต้น

ดาวน์ส  และ ลีโอนาร์ด (Downes and Leonard, 2002: pp. 8 -10) ได้กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพนั้นมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวครู 2 ด้าน คือ

  1. ด้านความรู้ความเข้าใจในการวางแผนเพื่อเลือกใช้ประเภทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้เหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนการสอน
  2. ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอน

ดาวน์ส (Downes, 2003: p. 32) ได้กล่าวถึงมาตรฐานเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจและทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบการเรียนการสอนของครูไว 5 ด้าน ดังนี้

  1. การตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาใช้ในการเรียนการสอน
  2. การรูจักเลือกใช้หรือไม่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีอยู่อย่างหลากหลายให้เหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอนและระดับการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนของนักเรียน
  3. การพัฒนาทักษะที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของตนเองและทักษะที่ต้องส่งเสริมแกนักเรียน
  4. การพิจารณาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างรอบคอบเพื่อใช้ในการเรียนการสอนและพัฒนาวิชาชีพของตนเอง
  5. การตระหนักถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีต่อการพัฒนาวิชาชีพของตัวครู และที่เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนของนักเรียน

พรพรรณ ไวทยางกูร (2535: หน้า 117) ได้กล่าวถึงความรู้ความสามารถของครูในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ สรุปไดดังนี้ ความรู้ ความสามารถของครูในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ นั้นนอกจากการสนับสนุนของผู้บริหารในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแล้ว ความพร้อมของครูในการเข้ารับการฝึกอบรม ความตั้งใจจริง ความกระตือรือร้นในการเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นับเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งด้วย

สุรีย์พร ใหญ่สงา (2540: หน้า 122) ได้กล่าวถึงความรูความสามารถของครูในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้

  1. การติดต่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับครูด้วยกัน
  2. การมีเป้าหมายด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างชัดเจน
  3. การมีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแต่ละประเภท

กฤษณวรรณ กิติผดุง (2541: หน้า 26-28) ได้กล่าวถึงบทบาทของครูในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ เป็น 3 ด้าน ดังนี้

  1. ด้านความรู ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในเรื่องต่อไปนี้

1.1 ความรู้ดานภาษาอังกฤษและภาษาไทย เพื่อใช้ในการสื่อสารและแสวงหาความรู้

1.2 ความรู้ด้านภาษาคอมพิวเตอร์

1.3 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและการประยุกต์ใช้ในงานด้านต่างๆ

1.4 ความรู้ความเข้าใจวิธีการใช้โปรแกรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในงานต่างๆ ไดแก โปรแกรมที่ใช้ในการพิมพ์กราฟิก พิมพ์ข้อสอบ ประมวลผลสอบ รายงานผลการเรียน ผลิตสื่อการสอน เช่น แผ่นโปรงใส เป็นต้น

1.5 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโปรแกรมประเภทต่างๆ ที่จะใช้ ในการเรียนการสอน                                                1.6 ความรู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษา การเลือกซื้อฮาร์ดแวร์ และโปรแกรม

  1. ด้านทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารซึ่งควรจะมีการฝึกฝนตนเองในเรื่องต่อไปนี้ อ่านหนังสือได้เร็วทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ในการรับข้อมูลข่าวสารที่มีจำนวนมากในปัจจุบัน การเลือกสรรสารสนเทศที่เหมาะสม การสะสมข้อมูลสสารสนเทศและการเลือกใช้สื่อทางคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม การคิดแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น โปรแกรมประมวลคำ โปรแกรมจัดการฐานขอมูล และโปรแกรมตารางทำงาน รวมทั้งสามารถประยุกต์ใช้ โปรแกรมดังกล่าวเข้ากับเนื้อหาวิชาที่สอนได้ การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ การเลือกใช้โปรแกรมได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า รูจักเกณฑ์ที่ใช้ประเมินโปรแกรม และสามารถเลือกใช้โปรแกรมได้เหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนการสอน
  2. ด้านเจตคติ การที่ครูจะมีเจตคติที่ดีต่อเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารนั้นจะต้องแสดงออกในเรื่องต่อไปนี้

3.1  ความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

3.2  ความสนใจที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

3.3  ความพึงพอใจที่ได้ทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์

3.4  ความสนใจติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอยูเสมอ

3.5  ความมุ่งมั่นในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบการเรียนการสอน

3.6  ความมีวินัยในตนเองและเคารพกฎเกณฑ์ในการใช้คอมพิวเตอร์

3.7  ความพยายามต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์

3.8  ความใฝ่รู้ใฝ่เรียนเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

3.9  ความต้องการสร้างสื่อการเรียนการสอนใหม่ๆ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือ

3.10 ความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่นำมาใช้

สมาคมด้านคอมพิวเตอร์ศึกษาที่ชื่อว่า Minnesota Educational Computing Consortium : MECC (1984, อ้างถึงใน สุกรี รอดโพธิ์ทอง, 2543: หน้า 314 – 328) ได้ศึกษาถึงความรู้ความสามารถและเจตคติที่ครูควรมีในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดังนี้

  1. ความรู้ความเข้าใจและทักษะการใช้ในเรื่องต่อไปนี้ ความเข้าใจระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ทักษะในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งการนำความรูและทักษะมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอนได้ ซึ่งสามารถแยกเป็นความรู้และทักษะย่อย ไดดังนี้

1.1  สามารถที่จะอ่านและเขียนโปรแกรมพื้นฐานได้

1.2 มีประสบการณ์ในการใช้โปรแกรมใช้งานเพื่อการศึกษา

1.3 สามารถที่จะเข้าใจคำศัพท์เฉพาะด้านคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำศัพท์เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์

1.4 สามารถรู้ปัญหาและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นอันเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ทั้งด้านโปรแกรมและฮาร์ดแวร์

1.5 สามารถอธิบายผลกระทบของคอมพิวเตอร์ ที่เกิดขึ้นต่อสังคมทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน

1.6 ความคุ้นเคยกับการใช้งานโปรแกรมประเภทต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยตรง

1.7 ความสามารถที่จะประมวลความรู้ต่างๆ ด้านคอมพิวเตอร์มาใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน

1.8  ความรู้ดานการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์จัดการ (Computer Managed Instruction  : CMI) และคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) รวมทั้งการใช้บทเรียนในรูปแบบต่างๆ เพื่อการเรียนการสอน

1.9 สามารถกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ (Specification) เพื่อการจัดหาชุดไมโครคอมพิวเตอร์ได

1.10 ความคุ้นเคยกับการใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงระบบคอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องสแกนเนอร์ เป็นต้น

1.11 ความสามารถที่จะประเมินโปรแกรมทางการศึกษา

1.12 การรู้จักแหล่งที่จะติดต่อเพื่อการขอความร่วมมือหรือเพื่อการจัดหาโปรแกรมทางการศึกษา

  1. เจตคติ การจะบอกว่าครูมีเจตคติที่ดี และเห็นคุณค่าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสามารถตรวจสอบได้จากหัวข้อต่างๆ ดังนี้

2.1  การไมรูสึกกลัวหรือกังวลใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเนื่องจากประสบการณ์เดิมของตนเอง

2.2 ความมั่นใจว่าจะสามารถใช้และควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ได

2.3 การเห็นคุณค่าของการใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ และมีความแน่ใจว่าการคิดคำนวณของคอมพิวเตอร์ถูกต้องเสมอ

2.4 การเห็นคุณค่าว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะช่วยให้การทำงานบางอย่างทำได้เร็วขึ้นและช่วยให้เรามีเวลาทำงานอย่างอื่นมากขึ้น

2.5 การเห็นคุณค่าของการติดต่อสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสะดวกและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

2.6 ความรู้สึกสนุกสนาน และต้องการที่จะทำงานกับคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เพื่อการเรียนการสอน

2.7  ความชอบที่จะเล่าประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของตนเองทางด้านบวกซึ่งแสดงออกถึงความชอบ ความสนุกสนาน ตื่นเต้นและท้าทาย

2.8  ความคิดอยากจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเมื่อมีเวลาและโอกาส

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ชาติ (2545: หน้า 4-52) ได้กล่าวถึงมาตรฐานครูในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบการเรียนการสอน ดังนี้

  1. ความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารปัจจุบัน
  2. ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดหา สืบค้น วิเคราะห์และประเมินผลข้อมูล
  3. ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการสังเคราะห์ความรู้ ขยายผล และประเมินผลเพื่อสนับสนุนงานของแต่ละบุคคลและของทีมงาน
  4. ทักษะการสื่อสารข้อสนเทศในรูปแบบต่างๆ ต่อกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย
  5. ทักษะการรูจักวางแผน จัดการและประเมินวิธีใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนการสอนตามหลักสูตร

ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอน

ธนพรรณ ชาลี (2540: หน้า 24-29) กล่าวถึงบันได 6 ขั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้าไปใช้ในโรงเรียนคือ

  1. ติดตั้งระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน เพื่อให้ครูและนักเรียนได้ใช้แหล่งข้อมูลจากที่ต่างๆ นอกเหนือจากที่มีในโรงเรียน เช่น การสืบค้นข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตในการเรียนการสอนทุกวิชา ซึ่งมีแนวปฏิบัติดังนี้

1.1 ติดตั้งระบบส่งผ่านข้อมูลให้ครอบคลุมพื้นที่ เช่น หองเรียน หองปฏิบัติการและฝ่ายบริหาร

1.2 กำหนดนโยบายการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

1.3 ติดตั้งระบบสื่อสารภายในโรงเรียนโดยใช้ Local Area Network : Lan

1.4 จัดเก็บข้อมูลบางประเภทในรูปไฟล์ข้อมูลที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์และสนับสนุนให้มีการใช้ข้อมูล

1.5 จัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ เพื่อรองรับการขยายตัวของระบบในอนาคต

  1. ติดตั้งอุปกรณ์และโปรแกรมที่จำเป็นสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศ เลือกใช้วิธีการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอนมากขึ้น ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

2.1 สนับสนุนให้ใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเก็บข้อมูล แปลผลข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล

2.2 สนับสนุนให้มีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาต่างๆ เพื่อการเรียนเป็นรายบุคคล

2.3 จัดให้มีเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับสืบค้นข้อมูลในห้องสมุด หรือศูนย์วิทยาบริการของโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนใช้สืบค้นข้อมูลทั้งจากซีดีรอม และอินเทอร์เน็ต

  1. จัดให้มีห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มากพอ เพื่อการใช้งานและการพัฒนาบุคลากรทุกระดับในโรงเรียน รวมทั้งนักเรียน ซึ่งมีแนวปฏิบัติดังนี้

3.1 ปรับปรุงเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นที่ใช้อยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

3.2 จัดหางบประมาณเพื่อซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วงและโปรแกรมสนับสนุนที่จำเป็น

  1. อบรมเพิ่มพูนประสิทธิภาพบุคลากรในการเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และสร้างความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอน ซึ่งมีแนวปฏิบัติดังนี้

4.1 จัดให้มีการอบรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

4.2 สนับสนุนให้บุคลากรมีเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อการใช้งาน ทั้งที่โรงเรียนเพื่อใช้งานด้านต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้น และที่บ้านเพื่อใช้งานเตรียมการสอน เก็บและวิเคราะห์ข้อมูล

  1. จัดให้มีระบบจัดการเพื่อช่วยสนับสนุนให้มีการใช้แหล่งข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับในโรงเรียนได้ใช้แหล่งข้อมูลอย่างทั่วถึง ซึ่งมีแนวปฏิบัติดังนี้

5.1 ให้มีระบบบัญชีสำหรับควบคุมดูแลการใช้งานระบบของแต่ละคน สำหรับจัดการเวลาที่ใช้ไป เนื้อที่ว่างในฮาร์ดดิสก์ที่มีสิทธิ์ใช้ จำนวนเอกสารที่พิมพ์ออกใช้งาน

5.2 ให้มีการเข้าถึงระบบโดยใช้เลขหมายประจำตัว (Personal Identification Number : PIN) เพื่อสงวนสิทธิสำหรับสมาชิกของระบบและเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

  1. จัดให้มีการอบรมพัฒนาบุคลากรเสริมประสิทธิภาพของระบบและประชาสัมพันธ์ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงเรียนแก่ผู้สนใจ และโรงเรียนใกล้เคียง ซึ่งมีแนวปฏิบัติดังนี้

6.1 เสริมสร้างความชำนาญให้แกบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ

6.2 ปรับปรุงฐานข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งจัดหาแหล่งข้อมูลจากภายนอกเข้ามาเสริมในระบบอย่างต่อเนื่อง

6.3 ส่งเสริมเป็นผู้นำและช่วยเหลือด้านการจัดวางแผนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่โรงเรียนใกล้เคียงและผู้สนใจ

เกรียงศักดิ์ เจริญวงค์ศักดิ์ (2541: หน้า 168-187) ได้ให้แนวทางเกี่ยวกับปัจจัยที่ช่วยให้นำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในด้านการศึกษาไวดังนี้

  1. ด้านบุคลากร ทั้งผู้บริหาร ครูและนักเรียน ควรมีการพัฒนาความรู้ ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง
  2. ผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการเรียนการสอนทุกวิชาไม่ใช่เพียงการสอนคอมพิวเตอร์
  3. ควรมีสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพียงพอต่อความต้องการของครูและนักเรียน
  4. ด้านการเงิน รัฐควรเห็นความสำคัญของการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา เช่น ลดหย่อนภาษีให้กับหน่วยงาน หรือบริษัทใดก็ตามที่ทำกิจการทางด้านการศึกษา หรือมีการลดหย่อนภาษีให้กับสื่อเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารที่ใช้ในการศึกษา

พรพรรณ ไวทยางกูร (2546: หน้า 8) ได้กล่าวถึงปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงเพื่อให้ครูสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอนอย่างไดผล ดังนี้

  1. ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งหมายรวมถึงฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต อุปกรณ์เทคโนโลยีแบบพกพาได้ อาทิ เครื่องคำนวณเชิงกราฟ อุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณและหัววัดหรืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลการทดลองมีเพียงพอหรือไม่
  2. ด้านความชัดเจนของกรอบนโยบายการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาซึ่งถูกกำหนดนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระดับชาติไปจนถึงระดับโรงเรียน รวมทั้งกรอบมาตรฐานหลักสูตรที่เอื้อต่อการนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในการเรียนการสอนตามหลักสูตร
  3. การพัฒนาฝึกอบรมครูตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูงในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในหลักสูตร ซึ่งจะทำให้มากน้อยเพียงใดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่ของโรงเรียนและความต้องการของโรงเรียนเป็นหลัก
  4. บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมพัฒนาครู ตั้งแต่ครูผู้สอน นักการศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ หรือแม้แต่ภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาด้วยตามความเหมาะสมกับหน้าที่ และความรับผิดชอบ

มธุรส จงชัยกิจ (2546: หน้า 16-17) กล่าวถึงปัจจัยสู่ความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้าไปในสถานศึกษา ซึ่งปัจจัยด้านต่างๆ มีดังนี้

  1. ด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ควรคำนึงถึงการเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับทั้งผู้สอนและผู้เรียน ทั้งนี้สถานศึกษาที่มีงบประมาณจำกัด อาจดำเนินการในส่วนของผู้เรียนเป็นแบบออนไลน์ โดยเน้นให้มีอุปกรณ์ เครือข่ายภายในสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วยคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและลูกข่ายจำนวนหนึ่งก่อน แต่ให้ผู้สอนมีอุปกรณ์ครบถ้วน เพื่อสามารถพัฒนาสื่อเครือข่ายเสมือนไปสูผู้เรียนก่อนได้
  2. ด้านบุคลกรผู้ดูแลระบบและครูผู้สอน สำหรับสถานศึกษาที่ต้องการบุคลากรเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อาจต้องคัดสรรบุคลากรผู้สอนมาทำหน้าที่ดังกล่าว โดยให้ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาให้เป็นผู้ดูแลระบบสารสนเทศได้ เช่น

2.1 การเรียนรู้ด้วยตนเองของครู

2.2 การเรียนรู้ด้วยตนเองและด้วยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญกว่า ผ่านทางระบบเครือข่าย ซึ่งต้องอาศัยความอดทน ความสม่ำเสมอ และการแก้ปัญหาที่ดี

2.3 การเรียนโดยไดผู้มีความรู้มาฝึกให้ตัวต่อตัว

2.4 การสาธิตในกลุ่มและให้ฝึกเป็นรายบุคคล เป็นวิธีที่ไม่ได้ผลดีนักกับการฝึกใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งเหมาะกับรูปแบบการสาธิตให้ดู

2.5 การสาธิตโดยกลุ่มใหญ่พร้อมการช่วยเหลือเป็นรายบุคคล

2.6 การสอนแบบจัดเวลาเพื่อฝึกอย่างเข้ม เป็นการฝึกปฏิบัติตามใบงาน ด้วยวิธีการสาธิตแล้วตามด้วยการทำงานตามที่สาธิตให้ดูทันที ควรจัดเวลาการฝึกปฏิบัติวันละครึ่งวันเป็นอย่างน้อย

2.7 การสอนเป็นชุดพร้อมฝึกปฏิบัติระยะเวลานานขึ้น เช่นเป็นเวลาหลายๆ เดือนโดยจัดให้ฝึกทักษะต่อเนื่องกันทีละทักษะ

2.8 การสอนเป็นชุดพรอมฝึกปฏิบัติออนไลน์ ควรให้มีการฝึกโดยให้กิจกรรมแบบออนไลน์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะ

เพลล แสงทรัพย์ทวี  (2546: หน้า 30) กล่าวถึงปัจจัยสู่ความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งปัจจัยด้านต่างๆ มีดังนี้

  1. โครงสร้างพื้นฐานในเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งหมายรวมถึงติดตั้งระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน ติดต่ออุปกรณ์และโปรแกรมที่จำเป็นสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศ และจัดให้มีห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มากพอ
  2. การอบรมเพิ่มพูนความรู้ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้แกบุคลากรในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง
  3. การสนับสนุนในด้านงบประมาณจากรัฐ และลดหย่อนภาษี สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้นำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น

สันติ  วิจักรขณาลญฉ (2546: หน้า 41-46) กล่าวถึงการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาเป็นฐานเพื่อการเรียนการสอน มีหลักการดังนี้

  1. เน้นผู้เรียนและการเรียนรู้มากกว่าผู้สอนและการสอน โดยบทบาทผู้สอน เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และเป็นผู้นำรองความรู้ (Knowledge navigator) คอยชี้แนะ ให้ความช่วยเหลือ กำหนดกิจกรรมโดยให้ผู้เรียนมีโอกาสดำเนินกิจกรรมการเรียนภายใต้ความต้องการและความสนใจของผู้เรียน บทบาทผู้เรียน มีความตระหนัก มีความตั้งใจ ใฝ่รู ใฝ่เรียนอย่างกระฉับกระเฉง
  2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนการสอน และในการประเมินผลมีการเรียนการสอนโดยเน้นที่ผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน การกำหนดวิธีการวัดและประเมินผล บทบาทผู้สอน รับฟังความคิดเห็นของผู้เรียน ให้ความยืดหยุ่นในกฎระเบียบต่างๆ ภายใต้เหตุและผล เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน บทบาทผู้เรียนให้ความเห็นในสิ่งที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนและผู้สอนไดตกลงรวมกัน และพยายามพัฒนาตนเองในบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
  3. การเรียนการสอนจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการสืบเสาะหาความรูจากฐานความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมากมาย และดำเนินการอภิปรายหาข้อสรุป ไม่ใช่ทำตามคำสั่งหรือข้อกำหนดของครูผู้สอนเพียงฝ่ายเดียว บทบาทผู้สอนพัฒนาฐานความรู้ในรายวิชาของตน สืบเสาะหาแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน คอยชี้แนะให้ความช่วยเหลือในการดำเนินกิจกรรมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน บทบาทผู้เรียนพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในการเลือก ใช้และการประเมินข้อมูลสารสนเทศที่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง
  4. กิจกรรมต่างๆ ต้องออก ต้องออกแบบโดยยึดปัญหาหรือสถานการณ์เป็นหลัก ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนไดพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง บทบาทผู้สอนวิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหาสาระ แล้วกำหนดประเด็นสำคัญที่อยู่ในรูปของคำถาม ปัญหาหรือสถานการณ์จำลองที่สอดคลองกับจุดประสงค์ รายวิชา บทบาทผู้เรียนศึกษาค้นคว้าโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือและแหล่งการเรียนรู้ สรุปสาระสำคัญเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและตอบคำถาม ร่วมกิจกรรมกลุ่มเพื่ออภิปรายหาข้อสรุปหรือข้อยุติที่ดีที่สุด
  5. จัดกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative learning) เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางสังคม และความสามารถทางสติปัญญาที่จะนำไปสู่การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บทบาทผู้สอนจัดกิจกรรมที่หลากหลาย โดยเน้นกิจกรรมกลุ่มเพื่อพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านสติปัญญาและสังคม ทำให้ผู้เรียนรู้จักการแบ่งปัน รูจักบทบาทของตนเอง ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น มีการพัฒนาภาวะผู้นำ รวมทั้งเกิดความเข้าใจตนเอง บทบาทผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุม มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองในกลุ่ม
  6. ให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนอย่างสนุกสนานและไม่เป็นทางการนัก โดยผู้สอนตรวจสอบและคิดตามผลการเรียนของผู้เรียนได้โดยผ่านระบบการตรวจงาน ทำให้ผู้เรียนไม่เครียดและทราบผลการประเมินไดทันที บทบาทผู้สอนลดกฎกติกาหรือระเบียบบางอย่างลง มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล บทบาทผู้เรียนตั้งใจเรียนใช้ศักยภาพตนเองอย่างเต็มที่
  7. ผู้สอนเป็นผู้ให้คำแนะนำและช่วยเหลือการเรียนการสอนจึงสนองต่อผู้เรียนภายใต้ความแตกตางระหว่างบุคคล ไม่ยึดกรอบที่ตายตัว แต่ยืดหยุ่นตามผู้เรียนแต่ละคนภายใต้ประสบการณที่แตกตางกัน และมีระบบที่ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนไดด้วยตนเอง บทบาทผู้สอนศึกษาหลักการของความแตกต่างระหว่างบุคคล มีความเชื่อว่าผู้เรียนแต่ละคนมีความรู้และประสบการณ์เดิมและสามารถใช้ประสบการณ์เดิมนั้นในการเชื่อมโยงไปสู่ประสบการณ์ใหม่และต้องศึกษาพื้นฐานของผู้เรียน เพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เหมาะสมกับผู้เรียน บทบาทผู้เรียนมีความตระหนัก มีความตั้งใจ ใฝ่รู ใฝ่เรียน อย่างกระฉับกระเฉง
  8. นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ บทบาทผู้สอนต้องพัฒนาตนเองให้มีความสามารถขั้นพื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Literacy) สามารถเลือกรับและตัดสินใจในการนำข้อมูลสารสนเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน และสามารถพัฒนาเป็นฐานความรู้เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้ บทบาทผู้เรียน ต้องพัฒนาตนเองให้มีความสามารถขั้นพื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Literacy) สามารถเลือกรับและตัดสินใจในการนำข้อมูลสารสนเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของตนเอง
  9. มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการเรียนในชั้นเรียน โดยการสร้างโครงงานหรือเรื่องราวต่างๆ ตามความสนใจของผู้เรียน บทบาทผู้สอนให้แนวคิดและหลักการในการประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการเรียนนำไปสูการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และสนับสนุนให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยการใช้โครงงานเป็นหลักในการพัฒนาองค์ความรู้ บทบาทผู้เรียนต้องสามารถประยุกต์ความรู้ไปสู่สภาพจริงได โดยอาศัยทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นพบองค์ความรูนั้นๆ
  10. เน้นการนำเสนอผลงาน ซึ่งเป็นการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณระหว่างผู้เรียน บทบาทผู้สอนจัดเตรียม จัดหา และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได แสดงความสามารถหรือแสดงผลในสิ่งที่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยการนำเสนอองค์ความรู้หรือประสบการณ์ต่างๆ อย่างหลากหลายรูปแบบ บทบาทผู้เรียนจัดเตรียมสาระสำคัญ และรูปแบบการนำเสนอองค์ความรู้ทีดีเพื่อการแลกเปลี่ยนกับผู้เรียนอื่นๆ
  11. ยึดการประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic assessment) ของผู้เรียน โดยประเมินผลตามผลงาน และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ โดยใช้วิธีการวัดและประเมินที่มีความหลากหลาย เช่น แฟ้มสะสมผลงาน การประเมินตนเอง และการประเมินจากกลุม เป็นต้น บทบาทผู้สอนกำหนดแนวทางการประเมินผู้เรียน โดยเน้นที่ผลงานมากกว่าจากการทดสอบเพียง 1-2 ครั้ง ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสพัฒนาผลงานของตนเอง ภายใต้ข้อเสนอแนะจากผู้สอนหรือเพื่อนๆ และผู้สอนต้องใช้เครื่องมือวัดและประเมินผลที่หลากหลาย บทบาทผู้เรียนแสดงผลการเรียนรู้ของตนเอง เป็นชิ้นงานที่สามารถให้ผู้อื่นได้รับรู้และสามารถประเมินผลงานที่ตนเองพัฒนาขึ้น ยอมรับผลของการประเมิน และใช้ทักษะความสามารถของตนเองในการประเมินผลงานของเพื่อน ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนรู้จักการเลือก การตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: