พระอาการ”ในหลวง”หลังผ่าตัดอยู่ในเกณฑ์ดี

4 05 2011

ประกาศแถลงการณ์ สำนักพระราชวัง แถลงพระอาการ”ในหลวง”หลังคณะแพทย์ถวายการผ่าตัด อยู่ในเกณฑ์ดี

วันนี้(3พ.ค .) แถลงการณ์สำนักพระราชวัง  ฉบับที่  37 เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช  โดยเมื่อคืนวันที่ 2พฤษาภาคม 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน พระบรมราชานุญาติ ให้คณะแพทย์ ถวายการผ่าตัดเพื่อระบายน้ำไขสันหลัง ณ ตึกสยามินทร์ เมื่อเวลา 23.03น. แล้วเสร็จเวลา 23.44 น.
คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาได้รายงานว่า การดำเนินการใส่สายระบายน้ำไขสันหลังจากช่องพระสันหลังสู่ช่องพระนาภี (ช่องท้อง)เป็นที่เรียบร้อย โดยถวายพระโอสถปฏิชีวนะ ทางเส้นพระโลหิต 1 วัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

วันนี้ การตรวจพระวรกายปรากฏว่า ทรงมีพระอาการเจ็บบริเวณที่ใส่สายระบาย แต่พระอาการทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ดี อุณหภูมิพระวรกาย ความดันพระโลหิต พระหทัย และระบบการหายพระหทัยปรกติ และเสวยพระกระยาหารได้ จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน.

ขอบคุณ : http://www.dailynews.co.th/





ประกาศสงกรานต์ 2554

14 04 2011

ปฏิทินหลวงนางสงกรานต์ปี 2554 ชื่อ กิริณีเทวี นั่งหลังช้าง หัตถ์ขวาจับตะขอ หัตถ์ซ้ายถือปืน พยากรณ์ ปีนี้ดุ เกิดเหตุเภทภัยทั่วประเทศ ประชาชนเจ็บไข้ วัวควายล้มตาย ทหารมีชัย อาหารบริบูรณ์ นาคให้น้ำ 5 ตัว ฝนตกโลกมนุษย์ 60 ห่าตลอดปี

ปฏิทินหลวงวันสงกรานต์ ปีพุทธศักราช 2554 สงกรานต์ปีใหม่ไทยนี้ตรงกับปีเถาะ นางสงกรานต์ มีนามว่า กิริณีเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่ว งา พระหัตถ์ขวาทรงขอ พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จนั่งมาเหนือหลังกุญชร (ช้าง) เป็นพาหนะ วันที่ 14 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 5 เวลา 13 นาฬิกา 25 นาที 25 วินาที วันที่ 16 เมษายน เวลา 17 นาฬิกา 31 นาที 12 วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น 1373 วันศุกร์เป็นธงชัยและอธิบดี วันพฤหัสบดี เป็นอุบาทว์ วันอาทิตย์เป็นโลกาวินาศ น้ำฝนปีนี้ วันพุธเป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 600 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 60 ห่า ตกในมหาสมุทร 120 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 180 ห่า ตกในเขาจักรวาล 240 ห่า นาคให้น้ำ 5 ตัว เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ 6 ชื่อ ลาภะ ข้าวกล้าในภูมินาจะได้ผล 9 ส่วน เสีย 1 ส่วน ธัญญาหาร ผลาหาร มัจฉมังษาหาร จะบริบูรณ์ เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีปถวี (ดิน) น้ำงามพอดี

จากคำประกาศสงกรานต์ดังกล่าวจะตรงกับคำทำนาย และความเชื่อคนโบราณซึ่งจากหนังสือตรุษสงกรานต์ของนายสมบัติ พลายน้อย ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2553 ได้กล่าวถึงความเชื่อเกี่ยวเนื่องนางสงกรานต์เสด็จนั่งมาบนหลังช้าง วันมหาสงกรานต์ตรงกับวันพฤหัสบดี วันเนาตรงกับวันศุกร์ และวันเถลิงศกตรงกับวันเสาร์ รวมคำทำนายว่า

จะเกิดความเจ็บไข้ ผู้คนล้มตาย และเกิดเหตุเภทภัยต่างๆ นอกจากนี้ ผู้น้อยจะแพ้ผู้เป็นใหญ่และเจ้านาย แร้งกาจะเป็นโรค สัตว์ป่าจะเป็นอันตราย แต่แม่หม้ายจะมีลาภ และบรรดาทหารทั้งปวงจะมีชัยชนะแก่ข้าศึกศัตรู ส่วนคำทำนายของล้านนา บอกว่า ปีนี้ฝนจะตกเสมอต้นเสมอปลายชอบตามฤดูกาล ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่จักมีอันตราย ช้างม้าวัวควายจักตายมากนัก ไพร่ราษฎรจักอยู่ดีมีสุข ขุนใหญ่ ปุโรหิต พระสงฆ์จักเป็นทุกข์ คนเกิดวันศุกร์มีเคราะห์ คนเกิดวันอาทิตย์มีโชค

“จากคำทำนายค่อนข้างออกไปร้ายมากกว่าดี แต่นางสงกรานต์กิริณีเทวีนั่งมาบนหลังช้าง ซึ่งถือเป็นสัตว์ใหญ่ที่เป็นมงคลจะช่วยขับไล่สิ่งร้ายๆ ให้ออกไป และยังทัดดอกมณฑาเป็นดอกไม้ทิพย์อยู่บนสวรรค์ คนไทยโบราณเชื่อว่าจะช่วยพ้นวิกฤตจากหนักเป็นเบา เมื่อรวมกับภักษาหารที่เป็นถั่วงา ทางพืชผลข้าวปลาอาหารยังมีความสมบูรณ์อยู่ ส่วนคำทำนายที่ว่าทหารจะมีชัยชนะแก่ข้าศึกศัตรู ก็น่าจะแสดงถึงความสงบสุขของบ้านเมืองในปีนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม คำทำนายดังกล่าวมาจากตำราตรุษสงกรานต์”

ที่มา

http://mgr.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000040767





วันจักรี

6 04 2011

6 เมษายน พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาหรือฝั่งธนบุรีมาที่ฝั่ง ตะวันออก โดยทรงทำพิธียกเสาหลักเมืองเมื่อวันที่ 21 เมษายนปีเดียวกัน และทรงพระราชทานนามพระนครแห่งนี้ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” ซึ่งเป็นชื่อเมืองที่ยาวที่สุดในโลก ต่อมาในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้จัดให้มีพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ทั้ง 5 รัชกาล และทรงประกาศให้เป็น “วันจักรี” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา





เผยแพร่ผลงานทางวิชาการวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

2 04 2011

ชื่อเรื่อง เรื่องการเขียนสะกดคำและแจกลูก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดป่าคา (เจริญอรุณราษฎร์)   สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ผู้ศึกษา นางมะปราง  ชนะโชติ  ครูชำนาญการ

สถานศึกษา โรงเรียนวัดป่าคา (เจริญอรุณราษฎร์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ปีที่ศึกษา 2551

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องการเขียนสะกดคำและแจกลูกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้อีกชนิดหนึ่งที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสามารถของตนเอง เป็นการตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล และได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนวัดป่าคา (เจริญอรุณราษฎร์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่องการเขียนสะกดคำและแจกลูก จำนวน 12 แผนจัดการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทย เรื่องการสะกดคำและแจกลูก จำนวน 12 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.87 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 และแบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.50 – 0.83 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.75 สถิติที่ใช้ในการสิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ร้อยละส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล t – test

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า

แบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทย เรื่องการเขียนสะกดคำและแจกลูก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.57 / 85.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนแตกต่างกับหลังเรียน โดยมีคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนโดยรวม เท่ากับ 4.77 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ามีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดทุกข้อ (มีคะแนนเฉลี่ยระหว่าง 4.64 – 4.83)

โดยสรุป

แบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทย เรื่องการเขียนสะกดคำและแจกลูก สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม ที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ ให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ อันเป็นผลสืบเนื่องมากจากนักเรียนมีโอกาสเรียนด้วยตนเอง และดำเนินไปตามความสามารถของตนเอง เป็นการตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นอย่างดี ช่วยประหยัดเวลาในการสอน ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และทราบผลการเรียนรู้ของตนทุกขั้นตอน สามารถศึกษาเวลาใดก็ได้ตามความพอใจ แก้ไขความเข้าใจผิดของตนเองได้โดยดูจากคำตอบในบทเรียน และนักเรียนที่ขาดเรียนมีโอกาสเรียนด้วยตนเองเพื่อให้ความรู้ตามเพื่อนได้ทัน





ครูอีสานจี้ปรับเกณฑ์วิทยฐานะ

9 02 2011

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ดร.กฤช อุปจันแพงวงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยอีสาน ในฐานะที่ปรึกษาชมรมครูประชาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงกรณีมีการติดตั้งป้ายโฆษณารับอัพเกรด อาจารย์ 3 วิทยฐานะ กลางเมืองโคราช ว่า สะท้อนสภาพความเป็นจริงของครูที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ รมว.ศธ.ควรตระหนัก และหาทางแก้ไข ผ่าตัดระบบกฎเกณฑ์ การพิจารณาการเลื่อนวิทยฐานะข้าราชการครู ของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่ทำให้เกิดช่องว่างของกลุ่มบุคคลที่ใช้ความรู้ ความสามารถ หาผลประโยชน์กับครู การประเมินของ ก.ค.ศ. ให้น้ำหนักผลงานทางวิชาการ โดยมีบุคลากรสถานศึกษาอุดมศึกษาเป็นผู้พิจารณาตัดสินชี้ขาด แต่ขั้นตอนที่เคร่งครัดไม่สามารถทราบถึงผลสัมฤทธิ์การจัดการเรียนการสอนของครูผู้ส่งผลงานได้อย่างแท้จริง เพราะครูที่มีอายุราชการ 25-30 ปี ส่วนใหญ่จะไม่มีความรู้ในการเขียนผลงานทางวิชาการ จึงจำใจแสวงหากลุ่มคนที่รับจ้างทำจนเกิดปัญหาร้ายแรงทำให้เกียรติภูมิครูถูกทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งนี้การเลื่อนวิทยฐานะเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ให้มีการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ ครูมีการพัฒนาวิชาชีพตลอดเวลา จึงขอเสนอให้ปรับปรุงเกณฑ์พิจารณาให้ตรงจุดของปัญหา โดยประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่เชิงประจักษ์ ผ่านกระบวนการพิจารณาจากคณะกรรมการที่เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการเรียนการสอน ไม่ใช่ให้อำนาจตัดสินแก่อาจารย์มหาวิทยาลัยเพียงฝ่ายเดียว โดยใช้เงื่อนไขการประเมิน เน้นประสิทธิภาพบทบาทในหน้าที่ ที่มีการพัฒนามาตรฐานการสอน และสามารถเชื่อมโยงการศึกษาไปสู่การบริการชุมชน นำมากำหนดเกณฑ์พิจารณาเลื่อนวิทยฐานะอย่างเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมา หากดำเนินการไปอย่างไฟไหม้ฟาง ความศรัทธาที่มีต่อการศึกษาจะตกต่ำลงเรื่อยๆ

ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554





เที่ยวเชิงอนุรักษ์ รู้จักสมุนไพรไทย

1 02 2011

ระยองอีกหนึ่งจังหวัดแถบทะเลด้านตะวันออกของประเทศ นอกจากความงามของท้องทะเลที่เป็นจุดเด่นแล้ว ที่นี่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่น่าสนใจอยู่มากมาย วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ จะพาทุกคนไปรู้จักและหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร ที่แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดระยอง สวนสมุนไพร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

แดดยามเช้าบอกสัญญาณการเริ่มเดินทาง ซึ่งการเดินทางจากกรุงเทพฯมายังระยองใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็จะถึงจุดหมายที่ สวนสมุนไพร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แหล่งรวบรวมพันธุ์สมุนไพรกว่า 260 ชนิด จำนวนกว่า 20,000 ต้น แบ่งเป็น 20 กลุ่มตามสรรพคุณในการรักษาโรค เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาและเรียนรู้

สวนสมุนไพรแห่งนี้ได้จัดทำขึ้นโดย ปตท.บนเนื้อที่กว่า 60 ไร่ เพื่อเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง จากนั้นได้น้อมเกล้าฯ ถวายสวนสมุนไพรแห่งนี้แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพัฒนาอาคารเฉลิมพระเกียรติ รวมถึงปลูกต้นไม้เพิ่มเติม เพื่อเทิดพระเกียรติในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 50 พรรษา

วินาทีแรกที่ขับรถเข้ามาในสวนแห่งนี้รู้สึกได้ถึงความร่มรื่นและอากาศ แสนบริสุทธิ์ เพราะไม่ว่าหันไปทางไหนทั่วบริเวณก็จะมีแต่สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าเต็มไปหมด โดยการเยี่ยมชมภายในสวนสามารถทำได้หลายวิธีทั้ง เดิน ปั่นจักรยาน และนั่งรถ NGV ที่ทางสวนเตรียมไว้ให้ แบ่งจุดเข้าชมเป็น 2 ส่วนคือ สวนสมุนไพร และ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา อัดแน่นไว้ด้วยความรู้และเรื่องราวน่าสนใจมากมายของสมุนไพรไทย

สวนสมุนไพร แบ่ง สัดส่วนการปลูกพืชแต่ละชนิดไว้อย่างชัดเจน ทำให้ง่ายต่อการศึกษาและค้นหาความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรแต่ละชนิด เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา หรือคนที่ต้องการเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรแต่รับความรู้ออกไปเต็มที่ อาทิ กลุ่มยาแก้อักเสบ ปวดบวม กลุ่มยาแก้โรคเรื้อน กลุ่มยาบำรุงเลือด กลุ่มยาบำรุงหัวใจ กลุ่มยาขับพยาธิ ฯลฯ โดยจะมีจุดนั่งพักและแวะชมทัศนียภาพเป็นระยะเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้หย่อน กายพักผ่อน

นักท่องเที่ยวที่มาทั้งคนเดียวหรือเป็นหมู่คณะสามารถศึกษาหาความรู้และหย่อน ใจในพื้นที่กว่า 60 ไร่ได้อย่างเต็มที่ เพราะนอกจากจะไม่เสียค่าเข้าชมแล้ว ทุกคนยังสามารถอยู่ได้ตั้งแต่สวนเปิดจนถึงสวนปิดกันเลย ผมเชื่อว่าถ้าใครได้มาเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติของสวนสมุนไพรแห่งนี้ดูสัก ครั้ง อาจติดใจเดินเล่นจนถึงเย็น และลืมกลับไปเล่นน้ำทะเลเลยก็ได้

มาถึงสวนสมุนไพรแห่งนี้ทั้งทีอย่าลืมแวะชม อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา จัด แสดงนิทรรศการผ่านสื่อหลายรูปแบบ อัดแน่นด้วยความรู้ ความสนุกสนาน ชวนติดตาม สื่อที่นำมาจัดแสดงนั้นจะกระตุ้นความสนใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ให้เกิดการค้นหาความรู้ต่อไป โดยแบ่งการจัดแสดงเป็นส่วนสัดอย่างชัดเจน ทั้ง  ห้องการเดินทางของลูกยาง ที่จะพาคุณหนูๆให้เพลิดเพลินไปกับ เอนิเมชั่น การผจญภัยในโลกกว้างของ “ลูกยางช่างสงสัย”

จากนั้นมากันที่ ห้องเจ้าฟ้านักอนุรักษ์ Photo Gallary พระจริยวัตรของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ห้องพลังที่ยั่งยืนเพื่อไทย รวบ รวมไว้ซึ่งกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติมากมายที่รอให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัส ถ้าใครอยากเรียนรู้การรักษาแบบพื้นบ้านด้วยสมุนไพรต้องลองแวะไปที่ ห้องบ้านหมอยา ที่ได้จัดเตรียมความรู้มากมายไว้ให้

ปิดท้ายด้วย ห้องกินตามธาตุ สำหรับคนอยากตรวจธาตุเจ้าเรือนของตัวเอง พร้อมจดสูตรเมนูอาหารตามธาตุ ห้องโลกของพืชสมุนไพร กับข้อมูลเป็นประโยชน์มากมายของสมุนไพร ที่ใช้กับร่างกายได้ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า และ มุมสนุกสำหรับเด็กๆ ห้อง e-learning ที่รอต้อนรับด้วยเกมส์ เมืองสมุนไพร

หวังว่าการมาเยือนระยองในครั้งหน้าเป้าหมายของทุกคนจะไม่ได้อยู่ที่ทะเล อย่างเดียวอีกต่อไป เพราะนอกจากสวนสมุนไพรแห่งนี้แล้ว ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมายที่รอให้คุณเข้ามาสัมผัส ไว้ผมจะพาไปรู้จักอีกในครั้งต่อไป

สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งอยู่ บริเวณศูนย์บำรุงรักษาและบ้านพัก ปตท. ต.มาบข่า กิ่งอ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง เปิดทุกวัน(ยกเว้นวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0 3891 5213-5

ที่้มา : ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคาร ที่ 01 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 0:00 น





รายงานการศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้และการใช้สื่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

8 01 2011

บทคัดย่อ

รายงานการศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้และการใช้สื่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ผู้รายงาน นายวรชาติ บ่อเกิด
ปีที่ศึกษา พ.ศ. 2551

การศึกษาเรื่องผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้และการใช้สื่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาดังนี้
1)เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เน้นการสอนตามรูปแบบสืบเสาะหาความรู้และการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมสื่อการเรียนสื่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
2)เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้และการใช้สื่อการเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้และการใช้สื่อการเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านบ่อ) จังหวัดกาญจนบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ทั้งหมด 187 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านบ่อ) จังหวัดกาญจนบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 36 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้และการใช้สื่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (2) หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้และการใช้สื่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test Dependent
ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้และการใช้สื่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 รู้สูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
2. จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้และการใช้สื่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.88/86.00 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ผู้รายงานตั้งไว้
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้และการใช้สื่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
สรุปผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้และการใช้สื่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ครูผู้สอนสามารถนำไปเป็นสื่อเพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน โดยผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและเรียนไปตามความสามารถของตนเอง








ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,694 other followers